P. 1
Buddhism and Daily Life

Buddhism and Daily Life

|Views: 2,376|Likes:
Published by Grid G.
พระพุทธศาสนากับชีวิตประจำวัน
พระพุทธศาสนากับชีวิตประจำวัน

More info:

Published by: Grid G. on Jun 02, 2009
Copyright:Traditional Copyright: All rights reserved

Availability:

Read on Scribd mobile: iPhone, iPad and Android.
download as PDF, TXT or read online from Scribd
See more
See less

11/21/2013

pdf

text

original

Sections

การปกครองระบบอภิชนาธิปไตย คือ การปกครองโดยคณะบุคคลที่มีเพียงบางกลุ มทํา
หน าที่บริหารจัดการสูงสุด ระบบวิวัฒนาการมาจากระบบราชาธิปไตย โดยเล็งเห็นว า ระบบ
ราชาธิปไตยนั้น บุคคลผู เดียวมีอํานาจในการบริหารปกครอง ซึ่งอาจเกิดความผิดพลาดได เพราะไม
สามารถที่จะรู เข าใจในทุกเรื่องได หลายคนดีกว าทําคนเดียว จึงเกิดการปกครองที่เลือกสรรคนที่เก ง
มีความสามารถหลายคนรวมกลุ มกันบริหารปกครอง จึงเท ากับเป นการฝากความหวังในความ
มั่นคงและความเจริญในด านต าง ๆ เอาไว คณะบุคคลกลุ มนี้ ถ าบุคคลกลุ มนี้บริหารจัดการการ
ปกครองไม ดี

เป นไปเพื่อเห็นแก พรรคพวกของตน

ก็จะกลายเป นระบบคณาธิปไตย

(Oligarhy) ซึ่งอาจจะสร างความเสียหาย เดือดร อนขึ้นได เช นกัน

คุณสมบัติของผู นําและหลักการปกครองในระบบอภิชนาธิปไตย

เพื่อมิให เกิดระบบการปกครองที่เปลี่ยนเป นคณาธิปไตยดังกล าว พระพุทธเจ าจึงไว วาง
หลักคําสอน เป นแนวทางสําหรับปฏิบัติของกลุ มคนผู เป นนักปกครอง ซึ่งคุณสมบัติของผู นําแต ละ
คนนั้น ให ถือปฏิบัติตามหลักธรรมเช นเดียวกันกับของผู ปกครองในระบบราชาธิปไตย เพราะถือว า
เป นพื้นฐานในการปกครอง มนุษย เป นตัวแปรสําคัญในการปกครองในทุก ๆ ระบบการปกครอง
แต หลักการสําคัญของการปกครองในระบบอภิชนาธิปไตย ก็คือ ความสามัคคี ความ
พร อมเพียงกันเป นหนึ่งเดียวทั้งในด านแนวความคิด การบริหาร การจัดการ มีความเป นเอกภาพใน
กลุ ม โดยเน นที่การมีความประพฤติเสมอกัน และการมีความคิดเห็นเสมอกันเป นประการสําคัญ มี

8

สังยุตนิกาย สคาถวรรค. 15/351/110 อ างใน พจนานุกรมศัพท พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. หน า 16.

9

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/176/196 อ างใน พจนานุกรมศัพท พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. อ างแล ว. หน า

16.

97

หมวดธรรมหมวดหนึ่งซึ่งถือได ว าเป นหลักการของการอยู รวมกันเป นกลุ มเพื่อคงความเป นกลุ ม
เอาไว ได ถึงแม ว าจะเป นเริ่มต นที่ป จเจกบุคคล แต ก็มีผลต อส วนรวม เรียกว า สารณียธรรม หรือสา
ราณียธรรม หมายถึง ธรรมเป นที่ตั้งแห งการให ระลึกถึงกัน ธรรมเป นเหตุให ระลึกถึงกัน หลักการ
อยู ร วมกัน เป นหลักธรรมทําให เป นที่รัก เป นที่เคารพ เป นไปเพื่อความสงเคราะห กันและกัน ความ
กลมกลืนเข าหากัน เป นไปเพื่อความไม วิวาท และเป นไปเพื่อความสามัคคี และเอกีภาพ
สาราณียธรรม (States of conciloiation; Virtues for fraternal

living) 6 ประการ คือ

1. ทําต อกันด วยเมตตา (เมตตากายกรรม) คือ การตั้งเมตตากายกรรมในกลุ มเพื่อน
ร วมงาน ทั้งต อหน าและลับหลัง คือ ช วยเหลือกิจธุระของผู ร วมหมู คณะด วยความเต็มใจ และแสดง
กิริยาอาการสุภาพ เคารพนับถือกัน ทั้งต อหน าและลับหลัง (To be amiable in deed,
openly and in private)
2. พูดต อกันด วยเมตตา (เมตตาวจีกรรม) คือ

การตั้งเมตตาวจีกรรมในกลุ มเพื่อน
ร วมงานทั้งต อหน าและลับหลัง คือ ช วยบอกแจ งสิ่งที่เป นประโยชน สั่งสอน แนะนําตักเตือนด วย
ความหวังดี กล าววาจาสุภาพ แสดงความเคารพนับถือกัน ทั้งต อหน าและลับหลัง (To be
amiable in word, openly and in private)
3. คิดต อกันด วยเมตตา (เมตตามโนกรรม) คือ การตั้งเมตตามโนกรรมในเพื่อนมนุษย
ด วยกันทั้งต อหน าและลับหลัง มีจิตปรารถนาดี คิคทําสิ่งที่เป นประโยชน แก กัน มองกันในแง ดี มี
หน าตายิ้มแย มแจ มใสต อกัน (To be amiable in thought, openly and in
private)

4. ได มาแบ งกันกินใช (สาธารณโภคี) คือ เมื่อได สิ่งใดมาโดยชอบธรรม แม เป นของ
เล็กน อย ก็ไม หวงไว ผู เดียว นํามาแบ งป นเฉลี่ยเจือจาน ให ได มีส วนร วมใช สอยบริโภคทั่วกัน (To
share any lawful gains with virtuous fellows)
5. ประพฤติให ดีเหมือนเขา (สีลสามัญญตา) คือ มีศีลบริสุทธิ์เสมอกันกับคนในสังคม
หรือผู ร วมงานทั้งต อหน าและลับหลัง มีความประพฤติสุจริตดีงาม ถูกต องตามระเบียบวินัย ไม ทํา
ตนให เป นที่น ารังเกียจของหมู คณะ (To keep without blemish the rules of
condoct along with one’s fellows, openly and in private)
6. ปรับความเห็นเข ากันได (ทิฏฐิสามัญญตา) คือ มีความคิดเห็นดีงามเสมอกันใน
ผู ร วมงานในสังคมทั้งต อหน าและลับหลัง มีความเห็นชอบร วมกัน ในข อที่เป นหลักการสําคัญที่จะ
นําไปสู ความหลุดพ น สิ้นทุกข หรือขจัดป ญหา (To be endowed with right views
along with one’s fellows, openly and in private) 10

10

ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/317/257 อ างใน พจนานุกรมศัพท พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. หน า 234.

98

3. ประชาธิปไตย (Democracy)
ความหมายของประชาธิปไตย

ความหมายของประชาธิปไตยที่พูดกันโดยทั่วไป ก็คือ การปกครองของประชาชน โดย

ประชาชนและเพื่อประชาชน

หรือจะเติมให ได เนื้อความเต็มที่ในภาษาไทยให ได เนื้อหาและ
ความหมายเต็มที่ตามหลักว า “การปกครองซึ่งประชาชน ของประชาชน โดยประชาชนและเพื่อ
ประชาชน” หรือ “การปกครองแบบที่จะทําให สาระแห งชีวิตของคนทุกคนปรากฏผลงอกงาม
ออกมาเป นประโยชน แก ส วนรวม และให ผลประโยชน แก ส วนรวมทุกอย างนั้นสะท อนกลับไปเป น
ประโยชน แก ชีวิตของทุก ๆ คน”

ประชาธิปไตย 2 ลักษณะ
1. รูปแบบ ได แก รูปแบบการปกครองที่วางไว ว า ในการปกครองระบบประชาธิปไตยนั้น
อาจจะมีการปกครองระบบประชาธิปไตยแบบโดยตรง

ที่ทุกคนมีส วนร วมในการดําเนินการ
ปกครอง มีการออกกฎหมาย ทําการลงมติในเรื่องอะไรต ออะไรโดยการออกเสียง หรืออาจจะเป น
ประชาธิปไตยโดยผ านตัวแทนอย างที่ใช กันส วนมากในป จจุบันนี้ ตลอดจนกระทั่งรูปแบบการ
ปกครองในระบบประชาธิปไตยที่แบ งอํานาจต าง ๆ เป นอํานาจนิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ
ตลอดจนองค กรส วนย อย ๆ ลงไปอีก เหล านี้ถือว า เป นรูปแบบของประชาธิปไตย
2. เนื้อหาสาระ คือ พื้นฐานของจิตใจ แนวความคิดและพฤติกรรมต าง ๆ ที่จะให คนเรา
สามารถสร างระบบการปกครองประชาธิปไตยขึ้นมาได ตลอดจนรักษาระบบการปกครองแบบนี้ไว
และทําให ระบบการปกครองเกิดผลดีสมความมุ งหมาย
ประชาธิปไตยในแง เนื้อหาสาระ ถือว าเป นเรื่องสําคัญมาก เพราะว ารูปแบบของการ
ปกครองประชาธิปไตยที่เป นระบบการต าง ๆ นั้น เป นเพียงวิธีการหรือเป นโครงรูป ที่พยายามคิด
ประดิษฐ ขึ้นมาเพื่อให บรรลุวัตถุประสงค ของประชาธิปไตย ความจริงยังไม ใช ตัวประชาธิปไตย
มนุษย เท าที่คิดกันมาจนถึงป จจุบันนี้ ก็คือรูปแบบประชาธิปไตยกันมาได เพียงเท านี้ คือ คิดเท าที่
สมองจะคิดได จนกระทั่งมาแบ งมีอํานาจ 3 อย าง คือ นิติบัญญัติ บริหาร ตุลาการ มีการเลือกตั้ง
อะไรต าง ๆ ก็เป นเพียงรูปแบบเท าที่คิดกันขึ้นมาได รูปแบบเหล านี้ย อมเปลี่ยนแปลงไปได ตามกาล
สมัย ตามเหตุป จจัยแวดล อมในท องถิ่น ตลอดจนความคิดของมนุษย 11

11

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธศาสนากับสังคมไทย. (กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง, 2532) หน า 2-

5.

99

คุณภาพของประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยมีคุณภาพเป นอย างไร จะดี พอใช หรือเลวนั้น ขึ้นอยู กับองค ประกอบสําคัญ

คือ

1. วิธีการ เช น รูปแบบที่เราสร างสรรค ขึ้นมาเพื่อควบคุมให เนื้อหาสาระของประชาธิปไตย

ดํารงอยู และเป นไปได

2. คุณภาพของผู ปกครอง เมื่อประชาธิปไตยเป นการปกครองของประชาชน ก็
หมายความว า ประชาชนปกครองตนเองและปกครองกันเอง คุณภาพของประชาธิปไตย ก็
ย อมขึ้นอยู กับคุณภาพของประชาชนนั่นเอง
คุณภาพของประชาธิปไตยในแง คุณภาพของประชาชน ก็หมายความว า ประชาชนนั้น
ปกครองตนเองได หรือไม พร อมหรือไม ที่จะปกครองตนเอง และจะปกครองตนเองได ดีแค ไหน
เพราะถ าต องการได การปกครองที่ดี ก็ต องมีผู ปกครองที่ดี ประชาธิปไตยเป นการปกครองของ
ประชาชนโดยประชาชน ถ าได ประชาชนที่มีคุณภาพดีแล ว ก็ได ประชาธิปไตยที่ดีไปด วย แต ถ า
ประชาชนไม มีคุณภาพดี ก็จะได ประชาธิปไตยที่มีคุณภาพไม ดี
เพราะฉะนั้น ประชาชนกับเนื้อหาสาระของประชาธิปไตยจึงมีความสัมพันธ กัน หลักการ
ของสําคัญของประชาธิปไตยมีหลายประการ ตัวอย างที่เด นชัดที่สุด ก็คือ เสรีภาพ เพราะเป นเรื่องที่
นิยมพูดถึงและเป นที่นิยมชมชื่นกันมาก 12

จนกระทั่งลืมนึกถึงการปกครองตนเอง อาจเป น
เพราะว าเราเคยถูกผู อื่นปกครองหรือปล อยให ผู อื่นปกครองมา ทําให หมดเสรีภาพไปบ าง ได ใช
เสรีภาพบ าง ไม ได ใช บ าง จนกระทั่งเกิดความไม พอใจขึ้นมา เราก็เรียกร องเอาเสรีภาพกลับคืนมา
เมื่อได เสรีภาพกลับคืนมาแล ว ก็เพลิดเพลินกับการได เสรีภาพนั้น จนลืมไปว าต องปกครอง
ตนเองแล ว เพราะเราเลิกให เขาปกครองแล ว ดังนั้น การได เสรีภาพคืนมา เท ากับมีโอกาสที่จะ
ปกครองตนเองอยู กับตัวแล ว สิ่งที่ต องถามตัวเอง ก็คือ เราจะทําตัวอย างไรดี จึงจะทําให การ
ปกครองตนเองและการปกครองกันเองได ผลดี จะทําอย างไร จึงจะสามารถใช เสรีภาพให เกิดดอก
ออกผลเป นประโยชน เป นช องทางอํานวยประโยชน แก ส วนรวม ซึ่งเป นเรื่องความรับผิดชอบของ
บุคคลในการกระทํา 13

เสรีภาพกับการปกครองตนเอง

12

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 5-6.

13

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 9-10.

100

หลักการที่สําคัญของประชาธิไตยซึ่งมีความสัมพันธ กันและต องสัมพันธ กันเสมอ จะ
เน นหนักไปด านใดด านหนึ่งไม ได คือ เสรีภาพ กับการปกครองตนเอง
เสรีภาพ ตามความหมายที่ประชาชนชาวบ านธรรมดาเข าใจ ก็คือ การทําอะไรได ตามใจ
ชอบ ตลอดถึงไม อยากทําก็ไม ต องทําด วย หมายความว า อยากจะทําก็ทํา ไม อยากทําก็ไม ต องทํา
อะไรชอบใจก็ทํา อะไรไม ชอบใจก็ไม ต องทํา
การปกครองตนเอง ก็คือ การรู จักควบคุมตนเองให ทําได ในสิ่งที่ควรทํา และให งดเว นได
จากกระทําที่ไม ควรกระทําหรือที่ควรจะงดเว น นอกจากจะมีเสรีภาพแล ว เราจะต องมีการปกครอง
ตนเองด วย

ดังนั้น การปกครองตนเองได ก็คือ ความสามารถในการใช เสรีภาพ เสรีภาพนั้นเป น
อุปกรณ หรือเป นวิธีการที่จะนําไปสู จุดหมาย เสรีภาพไม ใช จุดหมายในตัวของมันเอง เสรีภาพใน
ฐานะที่เป นอุปกรณ ของประชาธิปไตย คือ เสรีภาพที่จะอยู ในสังคมในสิ่งแวดล อมที่ดี ที่ตนมีส วน
ร วมสร างสรรค ปรับปรุง มิใช ร วมทําลาย
เสรีภาพจึงมีสถานภาพสองระดับคือ
1. เสรีภาพในการแสวงหาและนําชีวิตให เข าถึงสิ่งดีงามที่ชีวิตควรจะได
2. เสรีภาพในการแก ไขปรับปรุงชีวิตหรือเสรีภาพในการแก ไขปรับปรุงตนให มีคุณภาพดี
ในสังคมประชาธิปไตย คนต องมีเสรีภาพ และเสรีภาพที่ต องการคือ เสรีภาพในการทําชีวิต
ให ดีและใช ชีวิตให เป นประโยชน เสรีภาพในการทําชีวิตของตนให เจริญงอกงามและเกื้อกูลแก
สังคม ไม ใช เสรีภาพในการสร างสิ่งที่เป นพิษเป นภัยหรือในการทําลายล าง เมื่อมีเสรีภาพแล วก็ต อง
สามารถใช เสรีภาพนั้นให เป นไปตามวัตถุประสงค หรือมีเสรีภาพแล วก็ต องใช เสรีภาพเป นด วย 14

หลักการปกครองตนเองในระบบประชาธิปไตย

ประชาธิปไตยในเนื้อหาสาระตามที่ได กล าวมานั้น มุ งที่จะพัฒนาตัวประชาชนให มีคุณภาพ
พร อมที่จะปกครองตนเองได ดังนั้น ก็สามารถกล าวได ว า หลักธรรมทุกอย างในทาง
พระพุทธศาสนา เป นหลักประชาธิปไตย เพราะเป นเรื่องการพัฒนาคนให มีคุณภาพ และให รู จัก
ปกครองตนเองทั้งนั้น แต จะต องมองให ถูกแง และปฏิบัติให ถูกตามหลักนั้น และหลักธรรมต าง ๆ
นั้นมีไว ให ทุกคนปฏิบัติ คือ ต องมองหลักธรรมจากความรับผิดชอบของตนเอง ไม ใช เรียกร องจาก
ผู อื่น ถ ามองในแง นี้แล ว หลักธรรมทุกอย างเป นเรื่องของการที่จะให เกิดประชาธิปไตย เช น คารวะ
แปลว า ความเคารพ หมายถึง การมองเห็นคุณค า และความสําคัญของผู อื่น ตลอดจนความคิดเห็น
ของเขา เป นต น มองจากแง ความรับผิดชอบของเราทุกคน จะต องปฏิบัติความเคารพในความคิดเห็น
และคุณค าของผู อื่น เช นนี้ จึงเป นหลักการที่สนับสนุนประชาธิปไตย แต ถ าเรามองในแง เรียกร อง

14

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 5-8.

101

จากผู อื่นแล ว ความเคารพก็กลายเป นเครื่องส งเสริมลัทธิการเมืองที่ตรงกันข าม คือ เป นการเรียกร อง
ความเคารพจากผู อื่น หลักธรรมที่นํามาใช ถูกหลักก็คือ มองจากความรับผิดชอบของตน ว าเป น
หลักที่ต องปฏิบัติกันทุกคน 15

คนที่จะปกครองตนเองได คือ คนที่รู จักวินิจฉัย และกระทําการต าง ๆ ด วยป ญญา ด วย
เหตุผล เอาหลัก เอาธรรม เอาความจริงความถูกต อง คือ ไม ถือเอาตนเป นประมาณ และอีกอย าง
หนึ่งคือ ไม ได ถือเอาการล อการชักจูงของผู อื่นเป นประมาณ
ในระบบประชาธิปไตย เรามีเสรีภาพที่จะปกครองตนเอง ต องใช เสรีภาพเพื่อปกครอง
ตนเองให ถูกต องตามแบบประชาธิปไตยโดยทําตนให เป นธรรมาธิปไตย อธิปไตย 3 อย างข างต น
จึงเป นข อปฏิบัติของบุคคล เป นพื้นฐานของคนที่จะไปออกเสียง ส วนประชาธิปไตยเป นระบบ เป น
ช องทางที่จะมาเก็บเอาเสียง (ความคิดเห็น ความต องการ) ของคนไปใช ทําการ ประชาธิปไตยถือ
เสียงข างมากเป นใหญ เพราะต องการจะทําอะไร ๆ ให ถูกต องดีที่สุด เป นประโยชน ที่สุด โดย
สอดคล องกับความเป นจริง และเชื่อใจว าคนที่มาออกเสียงนั้นให เสียงที่เป นจริงจากใจของตน ๆ
ประชาธิปไตยที่ดีเกิดจากธรรมาธิปไตย และประชาธิปไตยที่ดีช วยให ได ธรรมาธิปไตย
หรือ ประชาธิปไตยที่ดีเป นของคนมีธรรมาธิปไตย จะได ประชาธิปไตยที่ดี คนต องมีธรรมาธิปไตย
สามารถพิสูจน ได ดังนี้

ก. เสียงข างมากเป นอย างนี้ เพราะถูกใจเขา สะดวกเขา เขาจะได พอดีมาตรงที่เขาชอบใจ

กันอย างนี้

ข. เสียงข างมากเป นอย างนี้ เพราะที่นี้เขาว ากันอย างนี้ เขานิยมกันอย างนี้ กําลังตื่นอันนี้กัน

อยู

ค. เสียงข างมากเป นอย างนี้ เพราะแต ละคน ๆ เขาพิจารณากันแล ว เห็นว า อย างนี้ถูกต อง
เป นประโยชน จริง เสียงมาลงกันอย างนี้
ทั้งสามข อนี้ ประโยคท อนแรกเป นเรื่องของประชาธิปไตย ส วนประโยคท อนหลังเป น
อธิปไตย 3 ข อละอย าง ๆ ข อที่หนึ่ง เป นประชาธิปไตยแบบอัตตาธิปไตย ข อที่สอง เป น
ประชาธิปไตยแบบโลกาธิปไตย ข อที่สาม เป นประชาธิปไตยแบบธรรมาธิปไตย16

ในการ
ปกครองระบบประชาธิปไตยนั้น เราก็หวังให ประชาชนทุก ๆ คน ถือธรรมเป นใหญ คือ ทุก ๆ คน
ถือความจริง ความถูกต อง ความดีงามเป นหลัก แล วพิจารณาวินิจฉัยกระทําการไปตามนั้น 17

15

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 10.

16

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 45-46.

17

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 44.

102

คุณสมบัติของผู นําที่พึงปรารถนาในระบบประชาธิปไตย

ด วยการปกครองในระบบประชาธิปไตย เป นการปกครองประชาชน โดยประชาชน และ
เพื่อประชาชน ผู นําในระบบนี้ก็คือ ประชาชนทุกคน ก็หมายความว า ประชาชนต องมีคุณสมบัติ
ของความเป นผู นําในระบบการปกครองนี้ เพราะทุกคนเป นผู ส วนร วมในการปกครอง จึงจําเป นที่
จะต องประพฤติตนเป นผู ส วนร วมที่ดีของหมู ชน ในทางพระพุทธศาสนาเถรวาท ได ให แนวทาง
ปฏิบัติตนเพื่อความเป นสมาชิกที่ดีของชุมชนไว ดังนี้
1. พึ่งตนเองได คือ ทําตนให เป นที่ของตนได พร อมที่จะรับผิดชอบตนเอง ไม ทําตัวให เป น
ป ญหาหรือเป นภาระถ วงหมู คณะ หรือหมู ญาติด วยการประพฤติธรรมสําหรับสร างที่พึ่งแก ตนเอง
เรียกว า นาถกรณธรรม 10 ประการ

1.1 ความประพฤติดีมีวินัย (ศีล) คือ ดําเนินชีวิตโดยสุจริตทั้งทางกาย ทางวาจา มี
วินัย และประกอบสัมมาชีพ
1.2 มีการศึกษาสดับมาก (พาหุสัจจะ) คือ ศึกษาเล าเรียนสดับตรับฟ งมากอันใดเป น
สายวิชาของตน หรือตนศึกษาศิลปวิทยาใด ก็ศึกษาให ช่ําชอง มีความเข าใจ
กว างขวางลึกซึ้ง รู ชัดเจนและใช ได จริง
1.3 ความรู จักคบคนดี (กัลยาณมิตตตา) คือ รู จักเลือกเสวนาหรือคบ เข าหาที่ปรึกษา
หรือผู แนะนําสั่งสอนที่ดี เลือกสัมพันธ เกี่ยวข องและถือเยี่ยงอย างสิ่งแวดล อมทาง
สังคมที่ดี ซึ่งจะทําให ชีวิตเจริญงอกงาม
1.4 ความเป นคนที่พูดกันง าย (โสวัจจัสสตา) คือ ไม เป นคนหัวดื้อ ดื้อรั้นกระด าง
รู จักรับฟ งเหตุผลและข อเท็จจริง และยอมรับความจริง พร อมที่จะแก ไขปรับปรุง
ตนเอง

1.5 ความขวนขวายกิจของหมู (กิงกรณีเยสุ ทักขตา) คือ เอาใจใส ช วยเหลือธุระและ
กิจการของชนร วมหมู คณะ ญาติ เพื่อนพ องและของชุมชน รู จักใช ป ญญา
ไตร ตรองหาวิธีดําเนินการที่เหมาะสม ทําได จัดได ให สําเร็จเรียบร อยด วยดี
1.6 ความเป นผู ใคร ธรรม (ธรรมกามตา) คือ รักธรรม ชอบศึกษา ค นคว า สอบถามหา
ความรู หาความจริง รู จักพูด รู จักรับฟ ง สร างความรู สึกสนิทสนม สบายใจ ชวนให
ผู อื่นอยากเข ามาปรึกษาและร วมสนทนา
1.7 ความเพียรขยัน (วิริยารัมภะ) คือ ขยันหมั่นเพียร พยายามหลีก ละความชั่ว
ประกอบความดี บากบั่น ก าวหน า ไม ย อท อ ไม ละเลยทอดทิ้ง ธุระหน าที่
1.8 ความรู จักพอดี (สันตุฏฐี) คือ ยินดี พึงพอใจแต ในลาภผล ผลงาน และผลสําเร็จ
ต าง ๆ ที่ตนสร างหรือแสวงหามาได ด วยเรี่ยวแรงความเพียรพยายามของตนเอง
โดยทางชอบธรรม และไม มัวเมาเห็นแก ความสุขทางวัตถุ

103

1.9 ความมีสติมั่นคง (สติ) คือ รู จักกําหนดจดจํา ระลึกการที่ทํา คําที่พูด กิจที่ทําแล ว
และที่จะต องทําต อไปได จะทําอะไรก็รอบคอบ รู จักยับยั้งชั่งใจ ไม ผลีผลาม ไม
เลินเล อ ไม เลื่อนลอย ไม ประมาท ไม ยอมถลําลงในทางผิดพลาด ไม ปล อยปละ
ละเลยทิ้งโอกาสสําหรับความดีงาม
1.10 ความมีป ญญาเหนืออารมณ (ป ญญา) คือ มีป ญญาหยั่งรู เหตุผล รู ดีรู ชั่ว คุณโทษ
ประโยชน มิใช ประโยชน มองสิ่งทั้งหลายตามความเป นจริง รู จักพิจารณาวินิจฉัย
ด วยเป นอิสระ ทําการต าง ๆ ด วยความคิดและมีวิจารณญาณ
2. อยู ร วมในหมู ด วยดี ในด านความสัมพันธ กับผู อื่นที่เป นเพื่อนร วมงาน ร วมกิจการ หรือ
ร วมชุมชน ตลอดจนพี่น องร วมครอบครัว พึงปฏิบัติตามหลักการอยู ร วมกันที่เรียกว า สาราณียธรรม
ธรรมที่เป นเหตุให ระลึกถึงกัน 6 ประการซึ่งได กล าวแล วข างต นด วย 18
3. มีส วนในการปกครอง โดยปฏิบัติตามหลักการร วมรับผิดชอบที่จะช วยป องกันความ
เสื่อม นําไปสู ความเจริญรุ งเรืองโดยส วนเดียวที่เรียกว า อปริหานิยธรรม 7 ประการ คือ
3.1 หมั่นประชุมกันเนืองนิตย พบปะปรึกษาหารือกิจกรรม ที่พึงรับผิดชอบตามระดับ
ของตน โดยสม่ําเสมอ
3.2 พร อมเพียงกันประชุม พร อมเพรียงกันเลิกประชุม พร อมเพรียงกันทํากิจทั้งหลายที่
พึงทําร วมกัน
3.3 ไม ถืออําเภอใจใคร ต อความสะดวก บัญญัติวางข อกําหนดกฎเกณฑ ต าง ๆ อันมิได
ตกลงบัญญัติวางไว และไม เหยียบย่ําล มล างสิ่งที่ตกลงวางบัญญัติกันไว แล ว ถือ
ปฏิบัติมั่นอยู ในบทบัญญัติใหญ ที่วางไว เป นธรรมนูญ
3.4 ท านผู ใดเป นผู ใหญ มีประสบการณ ยาวนานให เกียรติเคารพนับถือท านเหล านั้น
มองเห็นความสําคัญแห งถ อยคําของท านว าเป นสิ่งอันพึงรับฟ ง
3.5 ให เกียรติและคุ มครองกุลสตรี มิให มีการข มเหงรังแก
3.6 เคารพบูชาสักการะเจดีย ปูชนียสถาน อนุสาวรีย ประจําชาติ อันเป นเครื่องเตือน
ความจํา เร าให ทําดี และเป นที่รวมใจของหมู ชน ไม ละเลยพิธีเคารพบูชาอันพึงทํา
ต ออนุสรณ สถานเหล านั้น ตามประเพณี
3.7 จัดการให ความอารักขา บํารุง คุ มครอง อันชอบธรรมแก บรรพชิต ท านผู ทรงศีล
ทรงธรรมบริสุทธิ์ซึ่งเป นหลักใจและเป นตัวอย างทางศีลธรรมของประชาชน เต็ม
ใจต อนรับและหวังให ท านอยู โดยผาสุก 19

18

พระธรรมป ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. (กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, 2/2539) หน า 8-9.

19

พระธรรมป ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. หน า 12.

104

วิเคราะห ความสําคัญของระบบการปกครอง

ป ญหาว า ระบบการปกครองทั้งสามระบบนั้นอย างไหนจะเป นระบบการปกครองที่ดีกว า
กัน ในการศึกษาวิเคราะห เรื่องนี้ มีความสัมพันธ กันโดยตรงกับการพัฒนาบุคคล ที่ทาง
พระพุทธศาสนาเรียกว า อธิปไตย สาม ประการดังกล าวแล วในเบื้องต นแล วนั้น
ในการปกครองระบบราชาธิปไตย ถ าได ราชาธิปไตยที่เป นอัตตาธิปไตย ก็ไม ดี
ประชาธิปไตยที่เป นอัตตาธิปไตย ก็คงไม ดีเหมือนกัน ประชาธิปไตยที่ทุกคนเป นอัตตาธิปไตยกัน
หมด คือ แต ละคนต างก็เห็นแก ประโยชน ส วนตน เอาผลประโยชน ส วนตนเป นเกณฑ ทั้งสิ้น ผล
ที่สุดประชาธิปไตยก็อยู ไม ได ก็จะเป นไปในรูปที่เขาเรียกว า อนาธิปไตย เพราะฉะนั้น
ประชาธิปไตยที่เป นอัตตาธิปไตย ก็คงไม ดีไปกว าราชาธิปไตยที่เป นอัตตาธิปไตยเหมือนกัน 20
ในการปกครองประเทศของแต ละประเทศทั่วโลก ก็มีการวิวัฒนาการมาหลายรูปแบบ แต ก็
มีจุดหมายอันเดียวกันคือ ความสงบสุขของบ านเมือง ความเจริญรุ งเรือง ความก าวหน า เป นต น สิ่ง
ที่ปรากฏจากระบบการปกครองระบบไหน ก็จะเห็นมีป ญหาด วยกันทั้งนั้น ไม ปรากฏว า เมื่อ
ปกครองด วยระบบไหนแล ว ไม มีป ญหาที่เป นขัดขวางต อความสงบสุขประชาชนเลย
จึงเป นที่น าสังเกตว า ระบบการปกครองที่ว าดีนั้น ดีจริงหรือเปล า ดีที่เนื้อหาหรือดีที่
รูปแบบของการนําไปใช หรือดีที่ผู นําระบบการปกครองนั้นไปใช ได ถูกต อง หรือดีที่ประชาชนมี
ความรู เข าใจในระบบการปกครองนั้น ดังนั้น การที่จะตัดสินว า ระบบการปกครองระบบไหนดีนั้น
เราจะตัดสินกันที่ตรงไหน จากการตั้งข อสังเกตในเบื้องต นนั้น จึงมีประเด็นที่ควรวิเคราะห อยู 4
ประเด็นคือ

1. เนื้อหาสาระของระบบการปกครอง
2. รูปแบบของระบบการปกครอง
3. ผู นําระบบการปกครองไปใช
4. ผลลัพธ ที่เกิดจากระบบการปกครองต อประชาชน รวมถึงความเข าใจของประชาชนด วย
ต อระบบการปกครองนั้น ๆ
ทั้งสี่ข อนั้น ถ าเราพิจารณาให ดีแล ว จะเห็นว า ทุกส วนมีความสัมพันธ กันทั้งหมด การที่
บอกว า ระบบการปกครองระบบไหนดีนั้น ขึ้นอยู กับตัวแปรทั้งสี่ตัวนี้เป นประการสําคัญ บางที
เนื้อหาสาระหรือแก นแท ของระบบการปกครองหนึ่ง ๆ ดีเยี่ยม แต รูปแบบการนําแนวความคิดของ
ระบบนั้น ไม สอดคล องกับตัวระบบเดิม หรือมีความบกพร องในวิธีการ บางทีก็บกพร องตรงที่ผู
นําเอาระบบไปใช ไม ทําตามระบบและรูปแบบที่กําหนดไว มีการกระทําที่ผิดไปจากวัตถุประสงค
เดิม และที่สําคัญที่สุด ประชาชนที่เป นผู ถูกปกครองด วยระบบการปกครองนั้น มีความรู ความเข าใจ

20

พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธศาสนากับสังคมไทย. หน า 44.

105

ในระบบนั้นเพียงไร เพราะปฏิเสธไม ได ว า ประชาชนเป นส วนหนึ่งของกระบวนการปกครอง และ
เป นผู รับผลของระบบการปกครองโดยตรง
แต ที่น าสนใจก็คือว า การปกครองทุกระบบมุ งความอยู เย็นเป นสุขของประชาชน ของชาติ
บ านเมืองเป นหลักใช หรือไม ? ถ าใช การจะตัดสินว า ระบบการปกครองระบบไหนดี ก็น าจะอยู ที่
ความอยู ดีกินดี มีความสุข ความคล องตัวในการดําเนินชีวิตเป นหลักสําคัญ ดังนั้น ถ าการปกครอง
ระบบไหน ตอบสนองวัตถุประสงค ดังกล าวนี้ได ก็น าจะเป นระบบการปกครองที่ดี ถ าไม
ตอบสนองวัตถุประสงค ดังกล าว ระบบการปกครองนั้น ก็ควรที่จะได รับตรวจสอบว า มีความ
บกพร องที่จุดไหน ที่ตัวระบบเอง หรือที่รูปแบบ หรือผู นํา หรือที่ประชาชน เพื่อที่จะได แก ไขให ถูก
จุดต อไป

เพราะฉะนั้น สิ่งที่จะมองข ามไปไม ได และเหมือนจะถูกมองข ามมาโดยตลอดนักปกครอง
ก็คือ ตัวมนุษย แต ละคน ทั้งผู ที่เป นนักปกครองเอง และที่เป นอยู ใต การปกครองเอง เพราะเป นตัว
แปรที่สําคัญในการนําพาระบบการปกครองสู เป าหมายที่ตั้งไว ร วมกัน ตราบใดถ าหากมนุษย ยัง
ไม ได รับพัฒนาสู ความมีธรรมาธิปไตย คือ มุ งเอาความถูกต องเที่ยงธรรมเป นใหญ แล ว ระบบการ
ปกครองไม ว าจะระบบไหน ก็ไม สามารถทําให บรรลุเป าหมายของการปกครอง หรือพูดง าย ๆ ก็คือ
ระบบการปกครองจะดีขนาดไหน ถ าคนไม ดี ก็ไม ประสบความสําเร็จ แต ถ าหากคนในสังคมนั้นดี
แต ระบบการปกครองไม ดี ก็ยังพอมีดีอยู บ าง แต อย างไรก็ตาม ถ าให ดีจริง ๆ ก็ต องเอื้ออํานวยกันทั้ง
สองอย าง ระบบก็ดี ทรัพยากรมนุษย มีคุณภาพ อย างนี้ เรียกว าดีด วยกันทั้งสองฝ าย

“เมื่อฝูงโคข ามไปอยู ถ าโคผู นําฝูงไปคด โคเหล านั้นย อมไปคดทั้งหมดในเมื่อโคผู นําไปคด ใน
มนุษย ก็เหมือนกัน ผู ใดได รับสมมติให เป นผู นํา ถ าผู นั้นประพฤติอธรรม ประชาชนนอกนี้ก็จะประพฤติ
อธรรมเหมือนกัน แว นแคว นทั้งหมดจะได ประสบความทุกข ถ าพระราชาเป นผู ไม ตั้งอยู ในธรรม
เมื่อฝูงโคข ามไปอยู ถ าโคผู นําฝูงไปตรง โคเหล านั้นย อมไปตรงทั้งหมดในเมื่อโคผู นําไปตรง ใน
หมู มนุษย ก็เหมือนกัน ผู ใดได รับสมมติให เป นผู นํา ถ าผู นั้นประพฤติธรรม ประชาชนนอกนี้ย อมประพฤติ
ธรรมเหมือนกัน แว นแคว นทั้งหมดย อมได ประสบความสุข ถ าพระราชาเป นผู ตั้งอยู ในธรรม” 21

21

อังคุตรนิกาย จตุกนิบาต . 21/70/88.

บทที่ 5
พุทธธรรมกับการดําเนินชีวิตประจําวัน

การฝ กฝนจิตที่ข มได ยาก เร็ว มีปกติไปในอารมณ ที่น าใคร เป นความดี
เพราะว าจิตที่บุคคลฝ กดีแล ว นําสุขมาให
นักปราชญ พึงรักษาจิตที่เห็นได แสนยาก ละเอียดอ อน มีปกติไปตามความใคร
เพราะว าจิตที่บุคคลคุ มครองแล ว นําสุขมาให 1

พุทธธรรม : ทางออกของป ญหาชีวิต

การคิดเพื่อที่จะแก ป ญหาชีวิตของมนุษย เรานั้น จําเป นอย างยิ่งที่จะต องทําความรู จักกับชีวิต
ว าคืออะไรเสียก อน เพราะถือได ว าเป นความรู พื้นฐานที่ควรทราบ และจะเป นฐานให รู ว า ป ญหาที่
เกิดกับชีวิตเรานั้น เกิดตรงไหนกับชีวิต อันจะนําไปสู การคิดหาหนทางเพื่อแก ไขป ญหาต อไปตาม
สมควรแก สาเหตุและป จจัยต าง ๆ ที่มันเกิดขึ้น อย างไรก็ตาม อยากจะบอกไว เป นเบื้องต นก อนว า
ป ญหาต าง ๆ ที่เกิดขึ้นมาในชีวิตนั้น ล วนมาจากฐานความคิดของมนุษย ทั้งนั้น ต อไปนี้ จะนําเสนอ
แนวความคิดที่เกี่ยวกับชีวิตมนุษย ตามความคิดเห็นของนักปราชญ ทั้งหลาย ซึ่งมีบทความหนึ่งที่
กล าวถึงทฤษฎีที่ว าด วยชีวิตไว ไม ทราบว าใครเป นผู เขียน แต ขออนุญาตนํามาลงไว เพื่อเป น
ประโยชน ในการศึกษาดังนี้

1. ชีวิตมาจากไหน

“ถ าเราถามว า ชีวิตมาจากไหน คําตอบเรื่อง ชีวิตแรก แบ งออกได 3 แนวความคิด คือ
1. เชื่อว า อาจจะมาจากโลกอื่น
2. พระเจ าสร างขึ้น
3. เกิดขึ้นเองบนโลกของเราโดยวิวัฒนาการอนินทรียสาร
เมื่อพิจารณาอย างละเอียดถี่ถ วนแล ว เราก็ยังรู สึกว า ยังไม พบคําตอบที่น าพึงพอใจ แม ว าคําตอบ
อันที่สาม คือ ชีวิตแรกเกิดขึ้นเองโดยขบวนวิธีแห งวิวัฒนาการของอนินทรียสาร จะสอดคล องกับ
หลักการอันสําคัญของวิทยาศาสตร สมัยใหม ก็ตาม ทั้งนี้ก็เพราะ เมื่อมีขบวนวิธีแห งวิวัฒนาการดําเนินไป
เรื่อย ๆ สักวันหนึ่งของใหม ก็จะต องเกิดขึ้น นั่นคือ ชีวิตใหม ก็จะต องปรากฎซึ่งย อมผิดแผกแตกต างไป
จากชีวิตเดิมอย างแน นอน ถ าเช นนั้น ขบวนวิธีแห งวิวัฒนาการกับขบวนวิธีแห งการสร าง ก็ย อมไม
แตกต างกัน ดังนั้น แนวความคิดอันที่สองคือ พระเจ าเป นผู สร างขึ้น กับแนวความคิดอันที่สามดังกล าว
แล ว ย อมไม แตกต างกันเลย

1 ขุททกนิกาย ธรรมบท. 25/13/20.

107

2. ชีวิตคืออะไร

ป ญหาต อไปก็คือ ธรรมชาติของชีวิต นั่นคือ เราถามว า ชีวิตหมายความว าอะไร คําตอบควรจะ
เป นอย างไร เมื่อเราเอ ยถึงสิ่งที่มีชีวิต เราย อมหมายถึง สิ่งที่มีอวัยวะ และเป นอวัยวะที่มีคุณลักษณะพิเศษ
หลายประการ ที่สําคัญที่สุดได แก ความสามารถในการตอบโต และการสืบพันธุ (Irritability and
reproduction) นอกจากคุณลักษณะพิเศษที่สําคัญสองประการแล ว ยังมีอย างอื่นอีก เช น การเจริญเติบโต
กินอาหาร รู จักปรับตัวให เข ากับสภาพแวดล อมอย างเหมาะสม และรู จักรักษาชีวิตให อยู รอด
เมื่อเราพิจารณาต อไปอย างละเอียดถึงคุณสมบัติของอวัยวะของสิ่งมีชีวิต จะเกิดความสงสัย
ต อไปว า อวัยวะนั้นมีความสามารถในการตอบโต และการสืบพันธุ ได อย างไร เช น สิ่งที่มีชีวิต มี
ความรู สึก มีสัญชาตเวค มีความรัก ชอบและไม ชอบ มีความเข าใจ และมีความรู สึกสํานึก เหล านี้ล วน
เป นคุณสมบัติพิเศษที่เพิ่มเข ามา และอาจจะทําให เราสรุปได ว า ธรรมชาติของสิ่งที่มีชีวิต ก็คือ ประกอบ
ขึ้นด วยอวัยวะของสิ่งที่มีชีวิตและจิต (หรือวิญญาณ อันหมายถึง คุณสมบัติพิเศษ)
เมื่อเราคิดว า เราค นพบธรรมชาติของชีวิตแล ว ก็น าจะพอใจ แต เราก็อดที่จะคิดต อไปไม ได อีกว า
จิตหรือวิญญาณ อันได แก คุณสมบัติพิเศษของสิ่งที่มีชีวิตนั้น เกิดขึ้นได อย างไร เช นถ าเรายอมรับว า
จะต องมีสิ่งหนึ่ง ซึ่งเราขอเรียกว า “พลังชีวิต” หรือ “ตัวการสําคัญของชีวิต” (Vital principle) ที่ควรแก
การสงสัยอย างยิ่งนั้นก็คือ พลังชีวิตพึงเข าไปในขณะที่ขบวนวิธีแห งวิวัฒนาการของอนินทรียสารกําลัง
เกิดขึ้น หรือว า พลังชีวิตมีอยู แล ว และได เพิ่มเข ามาในตอนหลัง ข อสงสัยดังกล าวนี้เอง ทําให นักปรัชญา
นํามาขบคิดต อจากนักวิทยาศาสตร ฝ ายชีววิทยา และจิตวิทยา
ทฤษฎีที่ว าด วยชีวิต ได แก แนวความคิดของนักปรัชญาที่ได พยายามอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติ
ของชีวิตว า เกิดมาได อย างไร จะขอนํามากล าวสรุปไว เป น 3 แนวความคิด คือ

1. ลัทธิจักรกลนิยม (Mechanism)

แนวความคิดขั้นพื้นฐานของลัทธิจักรกลนิยม ย อมได มาจากพวกปรมาณูนิยม (Atomist) ในสมัย
กรีกโบราณ ผู ที่สนับสนุนลัทธินี้ คือ กาลิเลโอ เดส คาร ต และนิวตัน ส วนสเป นเซอร ได นํามาปรับปรุง
แก ไขและเรียบเรียงใหม จนกลายเป นทฤษฎีวิวัฒนาการ ในป จจุบันลัทธิจักรกลนิยมมีความสัมพันธ อย าง
ใกล ชิดกับลัทธิสภาวธรรมนิยม (Naturalism) และลัทธิสสารนิยม (Materialism)
สารัตถะของลัทธิจักรกลนิยม สรุปได เป นข อ ๆ ดังนี้
1. แหล งกําเนิดของชีวิต คือ ขบวนการของพลังงานฟ สิกส และเคมี
2. ธรรมชาติของชีวิต คือ ระบบอันซับซ อนของจักรกลทางฟ สิกส นั่นเอง ย อมมีโครงสร างที่
สลับซับซ อนแตกต างกัน

จากแบบที่ง ายที่สุดค อยซับซ อนขึ้นไปทีละน อยจนถึงแบบที่

ซับซ อนที่สุด
3. กฎแห งธรรมชาติ หมายถึง กฎสําหรับใช ในการอธิบายสิ่งต าง ๆ ย อมได แก กฎฟ สิกส และ
เคมี เพราะทุกสิ่งทุกอย าง ย อมอธิบายได ด วยกฎของสสารและการเคลื่อนที่ ทุกสิ่งทุกอย าง

108

เมื่อวิเคราะห ดูจนถึงที่สุดแล ว จะมีแต การเคลื่อนที่ของก อนมวลสารในอวกาศ ที่เรียกว า สาร
ประเภทสูง ก็เพราะมีโครงสร างซับซ อนมากกว าประเภทต่ําเท านั้นเอง
4. สิ่งที่มีชีวิตกับสิ่งที่ไม มีชีวิตนั้น ย อมไม อาจแยกออกจากกันได อย างเด็ดขาด เพราะจากผลึก
ซับซ อนของอนินทรียสารต อไปก็จะกลายเป นผลึกของอินทรียสารได และก าวต อไปจนไป
ถึงระดับของสิ่งที่มีชีวิตระดับสูงในที่สุด
5. ร างกายมนุษย แม ว าจะสลับซับซ อน มีมันสมองและระบบประสาทก็จริง แต ก็ไม ผิดอะไรกับ
พืชและสัตว อื่น เพราะสามารถวิเคราะห ได ว า เป นอนินทรียสารทั้งสิ้น
6. การประกอบกันเข าของอนินทรียสาร เพื่อเป นสิ่งที่มีชีวิตนั้น ก็อาจจะกล าวได ว า เป นไปตาม
ธรรมชาติ และไม จําเป นต องจะต องมีพลังชีวิตเข ามาแทรกแต อย างใด เพราะปรากฏการณ ทาง
ฟ สิกส และเคมี ย อมเพียงพอที่จะก อให เกิดชีวิตอย างเต็มที่อยู แล ว
ถึงแม ว า นักจักรกลนิยม จะได ให คําอธิบายเกี่ยวกับธรรมชาติของชีวิต โดยยึดหลักเกณฑ อัน
แน นอนทางฟ สิกส และเคมี ก็ยังปรากฎว า ไม เป นที่พอใจอยู นั่นเอง เพราะแม ว า เราจะเข าใจเรื่องการแบ ง
เชลส และการถ ายทอดกรรมพันธุ เราก็ยังอดสงสัยไม ได ว า ทําไมสิ่งที่มีชีวิตจึงต องแบ งเซลล

2. ลัทธิชีวิตนิยม (Vitalism)

ลัทธิชีวิตนิยมนี้ มีความเชื่อว า “ชีวิตเนื่องมาจากสิ่งที่มีพลังชีวิต” (หรือตัวการชีวิต - Vital
principle) และอาจจะสืบสาวต อไปถึงเรื่องวิญญาณ (Soul) ซึ่งเชื่อว า เป นตัวการของชีวิต หรือป จจัย
สําคัญของความมีชีวิตชีวาอย างแท จริง สิ่งที่เรียกว า “พลังชีวิต” ก็คือ ที่ตั้งและต นตอของชีวิต
อริสโตเติ้ล ได จําแนกประเภทของวิญญาณ หรือพลังชีวิตไว 3 ระดับ ได แก
1. พืช : เริ่มต นจากวิญญาณพืช (Vegetative soul)
2. สัตว : มีทั้งวิญญาณพืชและวิญญาณรู สึก (Sensitive soul)
3. มนุษย : มีทั้งวิญญาณพืช วิญญาณรู สึก และวิญญาณเหตุผล (Rational soul)
ในป จจุบัน ลัทธิชีวิตนิยม ได รับการฟ นฟูขึ้นมาใหม และได ค นคิดคําอธิบายให แตกต างไปจาก
แนวความคิดดั้งเดิมของอริสโตเติ้ล และคําที่นํามาใช ในการอธิบายเกี่ยวกับพลังชีวิต หรือตัวการชีวิตนั้น
มีแตกต างกันออกไป บางคนก็เรียกว า “ตัวพยายาม” (Cognitive principle) เป นสิ่งที่ทําการอยู ในสิ่งที่มี
ชีวิต ดังที่ดาร วินกล าวว า เป นตัวการดิ้นรนเพื่ออยู รอด
เนเกลี (Nageli) กล าว า “เป นตัวการภายในที่มุ งความสมบูรณ ”
เกดส (Geddes) และธอมสัน (Thomson) เรียกว า “เป นแรงผลักดันให เกิด” (Originative

Impulse)

อัลเบิร ต พี. แมทธิวส (Albert P. Matthewes) อธิบายว า เป นตัวการดิ้นรนเพื่อแสวงหาเสรีภาพ
พืชแห งชีวิตมีการเคลื่อนที่ คือการมุ งหน าไปหาสภาวะจิต (Psychotropic) ในเชื้อแรกของชีวิตมี
สมรรถภาพดิ้นรนแฝงอยู ซึ่งเป นสารัตถะของชีวิต ชีวิตคือการต อสู ดิ้นรน

109

3. ทฤษฎีระดับ (Theory of Levels)

ทฤษฎีระดับเป นแนวความคิดที่มีพื้นฐานมาจากปรัชญาวิวัฒนาการ (Philosophy of Evolution)
นับได ว า เป นแนวคิดของนักปรัชญาสมัยใหม ที่ต องการแก ไขข อบกพร องของนักจักรกลนิยม และนัก
ชีวิตนิยม

ทฤษฎีระดับมีความเชื่อว า “สิ่งที่มีชีวิตจะอธิบายด วยกฎของสสารและกฎการเคลื่อนที่ไม ได สิ่ง
ที่มีชีวิตทั้งหลายที่เรารับรู ได ด วยอายตนะของเราว าเป นสิ่งที่ประกอบด วยโปรโตพลาสซึมนั้น ย อมเป นสิ่ง
ที่มีความจริงแบบใหม ซึ่งย อมแตกต างไปจากสภาพของสสารทั่ว ๆ ไป และย อมอยู พ นขอบของกฎหรือ
สูตรทางฟ สิกส และเคมีอย างแน นอน”
แนวคิดที่สําคัญของทฤษฎีระดับ สรุปได เป นข อ ๆ ดังนี้
1.สิ่งที่มีชีวิต ย อมเป นผลอันสืบเนื่องมาจากขบวนวิธีวิวัฒนาการที่อาศัยวิธีสังเคราะห สร างสรรค

(Creative synthesis)

“วิวัฒนาการ” หมายถึง ระบบการเปลี่ยนแปลงที่ดําเนินไปเรื่อย ๆ อย างไม หยุดยั้ง หรือหมายถึง
การเกิดที่เป นขบวนการต อเนื่องกันไปแบบห วงลูกโซ
“วิธีสังเคราะห สร างสรรค ” หมายถึง ขบวนวิธีของการสังเคราะห หรือ การรวมตัวกันใหม ของ
สิ่งต าง ๆ เมื่อเกิดสิ่งใหม ขึ้น จะต องมีขบวนการพลังอย างใหม หรือกิจกรรมอย างใหม หรือสมรรถนะใน
การประกอบหน าที่อันใหม เพิ่มขึ้น

ถ าเรายอมรับในแนวความคิดเรื่องวิธีสังเคราะห สร างสรรค ย อมสะดวกในการอธิบายเรื่อง
ธรรมชาติของชีวิตและจิตเป นอย างมาก นั่นคือ เราอาจจะเริ่มต นจากความเข าใจที่ว า “ธรรมชาติของชีวิตก็
คือ ขบวนวิธีของการจัดระเบียบ หรือธรรมชาติของโครงสร าง (Structure) สมมติว า สิ่งที่มีชีวิตเกิดขึ้น
จากการจัดอนินทรียสารให เป นระเบียบที่เหมาะสม ก็จะต องเป นการจัดระเบียบและโครงสร างให มีพลัง
ใหม เกิดขึ้น เช น การเจริญเติบโต การสืบพันธุ ความรู สึก ฯลฯ สิ่งเหล านี้ เกิดขึ้นเพราะวิธีการสังเคราะห
สร างสรรค ทั้งสิ้น ไม ใช เกิดขึ้นเพราะอาศัยพลังชีวิตแต อย างใดเลย
เราย อมสรุปได ว า ชีวิตเป นผลของการจัดระเบียบในตัวสิ่งที่มีชีวิตที่วิวัฒนาการไปนั่นเอง
อนินทรียสารดั้งเดิมหามีชีวิตไม แต เมื่อประกอบกันเป นโครงสร างใหม คือ เป นอินทรียสารขึ้นมาแล ว
ย อมมีสมรรถภาพอย างใหม ปรากฏออกมา เช น การเติบโต การสืบพันธุ ได ความรู สึก การคิด ฯลฯ สิ่ง
เหล านี้ เป นผลจากโครงสร างใหม และเป นสภาวะของสิงที่มีชีวิต”
2. การที่สารมีรูปแบบใหม มีโครงสร างและระเบียบใหม ย อมทําให เกิดพลังใหม ๆ แปลก ๆ
และอาจจะแบ งออกได เป นหลายระดับ ในแต ละระดับย อมมีความเป นจริงปรากฏอยู หรือย อมกล าวได ว า
ความเป นจริงใหม เกิดขึ้นใหม เสมอในทุกระดับ “ชีวิตเป นระดับหนึ่งของความเป นจริงใหม ในโครงสร าง
ของอินทรียสาร ที่วิวัฒนาการมาจากอนินทรียสาร”
3. ในขบวนวิธีแห งวิวัฒนาการที่อาศัยวิธีสังเคราะห สร างสรรค นี้ ย อมกล าวสรุปได ว า “ใน
กระแสของวิวัฒนาการแล ว ของใหม และการกระทําใหม ย อมเกิดขึ้นเสมอ เราจะพยากรณ ว า จะมีอะไร

110

เกิดขึ้นในอนาคตหาได ไม เพราะเราไม ทราบได ว า เมื่อมีจิตแบบอื่น มีความรู สึก จุดหมายและมโนภาพ
แบบอื่นเกิดขึ้นมาแล ว จะมีการกระทําแบบใด และจะเคลื่อนที่อย างไร เอกภพผลิตสิ่งใหม ๆ ขึ้นเสมอ
ย อมไม จริงที่กล าวว า สิ่งที่เคยมีมาแล วจะมีต อไป”
4. ย อมสรุปได ว า ทฤษฎีระดับ ก็คือ แนวความคิดในการอธิบายเรื่องธรรมชาติของชีวิต โดย
อาศัยทฤษฎีวิวัฒนาการสร างสรรค (Creative Evolution) หรือวิวัฒนาการปรับปรุงตัว (Emergent
Evolution) ซึ่งหมายถึง ความเชื่อที่ถือว า “เมื่อโครงสร างทางฟ สิกส ซับซ อนและครบถ วนขึ้น กระบวน
วิวัฒนาการก็จะก อให เกิดคุณลักษณะใหม มีวิธีการกระทําใหม และมีสิ่งใหม เกิดขึ้น”

ข อวิจารณ ของนักปฏิฐานนิยม

ลัทธิปฏิฐานนิยม เป นศัพท ที่บัญญัติขึ้นเพื่อแปลศัพท ในภาษาอังกฤษว า Positivism หมายถึง
ลัทธิที่ถือว า ความจริงมีเท าที่เราสามารถพิสูจน ได ด วยวิธีการของวิชาวิทยาศาสตร ทั้งนี้ก็เพราะเราเห็นอยู
ว า วิชาวิทยาศาสตร สามารถก าวหน าได รวดเร็ว และประดิษฐ สิ่งที่เป นประโยชน แต มนุษย จริง ๆ จึงน าเชื่อ
ว า วิธีการของวิชาวิทยาศาสตร ต องดีแน
ลัทธิปฏิฐานนิยม ต างกับ ลัทธิประสบการณ นิยม ตรงที่ว า ลัทธิประสบการณ นิยมถือเอา
ประสบการณ เป นมาตรการตัดสินความจริง ส วนนักปฏิฐานนิยมเน นวิธีการวิทยาศาสตร จึงกล าวได ว า
ลัทธิปฏิฐานนิยมเป นการพัฒนาแบบหนึ่งของลัทธิประสบการณ นิยมเดิมนั่นเอง
ว ากันว า โอกุสต ก็องต (Auguste comte) เป นผู ให กําเนิดแก ลัทธิและขบวนการนี้ โดยเล็งเห็น
ว า ค านท ทําลายความเชื่อถือต อประสบการณ ของลัทธิประสบการณ นิยมลงแล ว ก็ไม อาจหาสิ่งอื่นมา
ทดแทนได ก็องต คิดว า หลักยึดเหนี่ยวสําหรับมนุษย ป จจุบันไม มีอะไรดีกว าวิทยาศาสตร เพราะทุกคนยก
ย องเทิดทูนอยู แล ว จึงอาจจะใช เป นหลักยึดเหนี่ยวของมวลมนุษย ได แม จะรับรองไม ได ว าจริง แต ก็
รับรองได ว า ให ประโยชน และน ายึดถือที่สุด
ในระดับอภิปรัชญา (Metaphysical Stage) แทนที่จะป นเทพขึ้นไว เบื้องหลังธรรมชาติ ก็ป น
ความเชื่อถือขึ้นในธรรมชาติ คือ เชื่อว า มีสาร สาเหตุ พลัง ฯลฯ อยู เบื้องหลังธรรมชาติ ธรรมชาติ จึงมี
ฐานะแทนพระเจ าไป การตีความธรรมชาติในทํานองนี้เรียกว า คําอธิบายอันตระ (Immanent
explication)

ก็องต เชื่อว า การสืบค นเรื่องสาเหตุก็ดี ความจริงอันติมะก็ดี และอื่น ๆ เหล านี้ ล วนแต ไร สาระ
ทั้งสิ้น มนัสของเราควรจํากัดขอบเขตตัวเองลง คิดแต ข อเท็จจริงเท าที่มีอยู จริง หรือที่เรียกว า
ปรากฏการณ กล าวคือ เท าที่ปรากฏในประสบการณ ของเรา ไม มีประโยชน อะไรที่จะไปสืบหาดูว า
เบื้องหลังปรากฏการณ ยังมีอะไรอยู อีก หรือสืบค นดูว า สิ่งของในตัวมันเองเป นอะไร ปรัชญามีหน าที่
เพียงค นคว าหาความสัมพันธ ระหว างปรากฏการณ และพฤติกรรมสม่ําเสมอของปรากฏการณ เท านั้นก็
พอแล ว

ในประเทศฝรั่งเศส ก็องต ได มองเห็นการขัดแย งกันในปรัชญาสสารนิยม และจิตนิยมก็มี
ความคิดว าควรหาลัทธิลบรอยการโต เถียงกันเช นนั้นเสียที เขาจึงค นคิดปรัชญาซึ่งอยู เหนือสสารนิยมและ
จิตนิยม และพบว า มันคือวิทยาศาสตร เราดี ๆ นี่เอง เพราะว าวิทยาศาสตร สอนความรู ที่แน นอนแล ว

111

เท านั้น ปรัชญานั้นเขาว า มีข อเสียหายตรงที่ไปสาละวนอยู เสียกับการเก็งความจริงทางปรัชญา
(Philosophical Speculation) ซึ่งทําให ความรู ที่ได มาไม มีความแน นอนอะไร
ก็องต มีความคิดเหมือนกับค านท ว า ความรู ของมนุษย ถูกจํากัดอยู เพียงปรากฏการณ สิ่งโดยตัว
มันเอง (Things in Themselves) อยู พ นความรู เราไป เราจึงไม อาจรู อะไรแน ในมันได เขาจึงแนะนําให
เรียนรู แต ความประจักษ อันแน นอน ฉะนั้น ลัทธิชอบความแน ของเขาจึงมีชื่อตามคํา Positive แปลว า แน
เขาจึงกล าวว า หนทางที่ดีที่สุดนั้น อยู ที่การมุ งหน าสนใจความรู ทางวิทยาศาสตร และช วยกันคิดอ าน
ปรับปรุงสภาพสังคมให ดีขึ้น นักปรัชญาควรเลิกสนใจกับสิ่งที่รู ไม ได เช น สิ่งสมบูรณ เสียที และหันมา
ช วยกันจัดการประสาน และจัดระบบวิธีการและผลการค นคว าทางวิทยาศาสตร จะดีกว า การเสียสละทาง
ศาสนานั้น ควรจะได รับการดัดแปลงจากการรับใช พระผู เป นเจ า ซึ่งเราไม มีวันจะรู ได ว ามีหรือไม นั้น ไป
เป นการรับใช มนุษย ชาติด วยวิธีนี้แทน ศาสนาจะเป นเหตุให เกิดการแตกแยกความคิดเป นนิกาย และเกิด
การทะเลาะเบาะแว งกัน ก็อาจจะกลับเป นสิ่งผูกพันให มนุษย เป นอันหนึ่งอันเดียวกันได
คําสอนอันน าฟ งของก็องต อยู ตรงที่เขาถือว า มนุษยชาติมีวิวัฒนาการมาเป นชั้น ๆ และผ าน
มาแล ว 3 ขั้น ขั้นแรก ๆ คือ ขั้นทางศาสนาและขั้นทางอภิปรัชญา ได ผ านและจบไปแล ว ขั้นที่สามซึ่ง
เป นขั้นสูงสุดนั้น เป นขั้นของความรู ทางวิทยาศาสตร ที่แน นอนบังเกิดผลเห็นทันตา และตามมติของเขา
ขั้นวิทยาศาสตร นี้ เริ่มจากวาระแรกที่ปฏิฐานนิยมของเขาปรากฎต อโลก ก็องต ไม ได อ างถึงสาเหตุของการ
มีความรู เป นขั้น ๆ นี้ แต กลับถือว า ความรู เป นสิ่งที่เปลี่ยนแปลงสังคมอันเป นจิตนิยมทางปรัชญาสังคม
นี่ก็เท ากับเชื่อว า ความคิดเป นสิ่งเปลี่ยนแปลงสังคม เช นนักจิตนิยมปรัชญาสังคมอื่น ๆ นั่นเอง
ก็องต พยายามอธิบายว า สังคมพัฒนามาทีละเล็กละน อย เขาปฏิเสธความสําคัญของการปฏิวัติ
และการก าวกระโดดในประวัติศาสตร และเรียกร องให จัดการล มล างทฤษฎีปฏิวัติต าง ๆ ด วย งานชิ้น
สําคัญของเขา คือ Course of Positive Philosophy 1830-1842.

สรุปขบวนการปฏิฐานนิยม

ลัทธิปฏิฐานนิยมพยายามที่จะเสนอหลักยึดเหนี่ยวให แก มนุษย แต ความจริงแล วไม ได เสนอ
อะไรขึ้นมาใหม เพราะมนุษย เราเชื่อถือวิทยาศาสตร อยู แล ว ค านท เองก็ยอมรับว า วิทยาศาสตร ให ความรู
แก เราระดับหนึ่ง และเป นความรู ที่มีประโยชน ควรศึกษาและค นคว าเพื่อให เกิดประโยชน แก มนุษย ใน
เรื่องความสะดวกสบายทางร างกายต อไป ขบวนการปฏิฐานนิยมเพียงแต ยืนยันว า มนุษย รู เพียงแค นี้ก็
พอแล ว ความรู เหนือจากนี้ไป นอกจากจะไร ประโยชน แล วยังให โทษ แต ผู ที่ใช ความคิดส วนมากมองเห็น
ว ามนุษย เรานอกจากจะมีร างกายแล ว ยังมีจิตใจอีกด วย ความต องการของมนุษย นอกจากจะมีในระดับ
ร างกายซึ่งก็อาจจะค นคว ากันอย างไม มีที่สิ้นสุดแล ว มนุษย เรายังมีความต องการทางใจอีกด วย และก็มี
ทางจะค นคว าหากันต อไปอย างไม รู จักจบสิ้นเช นกัน
มนุษย ต องบริโภคอาหารทั้งทางกายและทางใจทั้งสองอย าง มนุษย รู จักเบื่ออาหารทั้งทางกาย
และทางใจ มนุษย จึงต องแสวงหาเครื่องบริโภคใหม ๆ ทั้งทางร างกายและทางใจ การจํากัดอยู เพียงทางใด
ทางหนึ่งทําให มนุษย เติบโตไม ได สัดส วน ในที่สุดจะต องมีปฏิกิริยาเกิดขึ้น ดังจะเห็นได จากตัวอย างใน
เรื่องนี้ว า ทุกวันนี้มีนักวิทยาศาสตร มากกว าสมัยของก็องต มากนัก แต น อยคนจะถือปรัชญาลัทธิปฏิฐาน

112

นิยม และน าสังเกตเสียด วยว า นักวิทยาศาสตร ที่เชื่อถือลัทธินี้ส วนมากจะไม ใช นักวิทยาศาสตร ยิ่งใหญ
หรือรอบรู ในวิชาวิทยาศาสตร ผู รอบรู จริง ๆ มักจะสารภาพว าตนเคยเชื่อถือลัทธิปฏิฐานนิยมมาก อน แต
บัดนี้รู มากขึ้น จึงเลิกเชื่อถือแล ว

รวมความว า ลัทธิปฏิฐานนิยม เลี่ยงป ญหายิ่งกว าจะตอบป ญหา กล าวคือ แทนที่จะคิดหา
หลักการอะไรขึ้นมาใหม ให ยึดถือ กลับตัดบทเสียเลยว า ไม ต องหา ถ าหากรู จักจํากัดขอบเขตของความรู
ลงแค วิทยาศาสตร เสีย ป ญหาก็จะไม มี
ผู ที่ไม ย อมจํานนต อป ญหา จึงยังคงหาหลักยึดเหนี่ยวกันต อไปในลัทธิอื่น ๆ โดยมิต องหันหลังให
วิทยาศาสตร เพราะถือว า วิทยาศาสตร ก็เป นวิทยาศาสตร มิใช ปรัชญา แต มนุษย ต องการทั้งวิทยาศาสตร
ปรัชญา และศาสนา”2

2. ชีวิตมนุษย ในทัศนะของพระพุทธศาสนา
: ชีวิตมนุษย คือ การประกอบกันเข าแห งขันธ 5

ทฤษฎีชีวิตในบทความข างต นนั้น จะเห็นจะเป นแนวความคิดทางตะวันตกโดยเฉพาะเป น
แนวความคิดทางวิทยาศาสตร และปรัชญาเสียส วนใหญ ในทางศาสนานั้น ก็ได นําเสนอ
แนวความคิดเกี่ยวกับชีวิตไว เช นเดียวกัน ในที่นี้จะนําเอาแนวความคิดทางศาสนาตะวันออกเฉพาะ
พระพุทธศาสนามาประกอบในการศึกษาเกี่ยวกับเรื่องนี้ พอให เห็นว าป ญหาต าง ๆ ในชีวิตนั้น มี
จุดเริ่มต นที่ไหน หรือมีความสัมพันธ กันอย างไรบ าง และมีวิธีการที่ขจัดป ญหาเหล านั้นได อย างไร
บ าง

มนุษย ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา ถือว า เป นการรวมกันเข าของขันธ 5 ประการ คือ
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ เพราะการรวมกันเข าแห งขันธ ทั้งห านี้ จึงเรียกว า มนุษย
ได ถ าแยกขันธ ต าง ๆ เหล านี้ออกจากกันแล ว ก็จะไม ใช ภาวะแห งมนุษย ต อไป ขันธ 5 นั้น มีทั้ง
ลักษณะที่หยาบ สามารถมองเห็นจับต องได ด วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ
ลักษณะที่ละเอียดจนไม สามารถมองเห็นรับรู ได ด วยประสาทสัมผัสทั้ง 5 ดังกล าว หากแต สามารถ
รับรู ได ด วยมิติทางด านจิตใจ ขันธ ห า นั้น สามารถย อลงเหลือ 2 คือ
1) ส วนที่หยาบ สามารถมองเห็นได ด วยประสาทสัมผัสทั้งห า จัดเป นรูป (รูปธรรม) หรือ

ส วนที่เป นร างกายทั้งหมด

2) ส วนที่ละเอียดจนไม สามารถมองเห็นรับรู ได ด วยประสาทสัมผัสทั้งห า จัดเป นนาม

(นามธรรม) หรือส วนที่เป นจิตใจ

มนุษย จึงประกอบด วยส วนประกอบที่เป นร างกายและจิตใจ กายและจิตนี้ ถือว า เป นสิ่งที่
มีอยู จริง จิตไม ใช ปรากฏการณ อันเกิดจากการทํางานเชิงกลไกในระดับสูงของสสารอย างที่ลัทธิ

2 ไม ทราบชื่อผู เขียน แต เห็นว าเป นประโยชน ต อการศึกษา จึงขออนุญาตนําลงไว ในที่นี้ด วย

113
สสารนิยม (Materialism) เข าใจ แม ว าจะมีลักษณะแตกต างกันโดยสิ้นเชิง แต ก็ไม ได อยู อย างเป น
อิสระต อกัน ต างก็อิงอาศัยกันและกัน จิตจะดํารงอยู ได ก็ต องอาศัยร างกายเป นเรือนที่อาศัย กายจะ
ดําเนินไปได ก็ด วยอาศัยจิตเป นตัวขับเคลื่อน เพราะการอิงอาศัยกันและกันของกายกับจิต นี้ การ
ดําเนินชีวิตจึงเป นไปได ถ ากายกับจิต แยกกันอยู เมื่อไหร เมื่อนั้นเราเรียกว า ตาย (ขุ.จู. 30/202/106)
เปรียบเสมือนสิ่งที่เรียกว า รถ ได ก็เพราะประกอบด วยชิ้นส วนต าง ๆ ของรถ ถ าแยกชิ้นส วนต าง ๆ
ของรถออกจากกันหมด ก็จะไม เหลือสภาพความเป นรถ (สํ.ส. 15/554/198) 3
โดยทั่วไปแล ว ตามมติที่ต าง ๆ มักจะสรุปเป นสองประการเท านั้น คือ กายกับจิต แต ใน
ที่นี้ เห็นว าการแยกเป นเพียงสองประการ ทําให ไม เห็นถึงความสัมพันธ ภายในความเป นมนุษย
ชัดเจนนักในการที่จะแก ป ญหาที่เกิดขึ้นแก ชีวิตมนุษย เพราะจริงอยู ที่ว า ทั้งกายและจิตมี
ความสัมพันธ ที่ต องอาศัยซึ่งกันและกันจะปราศจากซึ่งกันและกันไม ได เราเรียกภาวะเช นนี้ว า
สมังคีภาวะ

ความสัมพันธ ของทั้งสองนั้น เรียกอีกอย างหนึ่งว า จิตเป นนาย กายเป นบ าว หมายความว า
การกระทําทุกอย างนั้น ล วนมาจากจิตเป นผู สั่งให ทําทั้งสิ้น กล าวคือ จิตประกอบด วยเจตนา มีความ
ตั้งใจ จงใจที่จะกระทําการอย างหนึ่งอย างใด เพราะฉะนั้น สิ่งที่ควรพิจารณาในที่นี้ก็คือว า จิตที่สั่ง
ให กายสนองงานนั้น สั่งบนพื้นฐานของอะไร ตรงนี้เราจะเห็นชัดว าจะต องมีสิ่งกระตุ น ปรุงแต งจิต
ให สั่งบังคับกายกระทําอย างใดอย างหนึ่ง สิ่งที่มาปรุงแต งจิต มาประกอบกับจิต เกิดและดับพร อม
กับจิต มีที่อยู เดียวกันกับจิต เราเรียกว า เจตสิก ก็คือ เวทนา สัญญา และสังขารนั่นเอง
ดังนั้น องค ประกอบของมนุษย ตามทัศนะของพระพุทธศาสนา สามารถสรุปให ชัดเพื่อง าย
ต อการเข าใจชีวิตและป ญหาที่เกิดขึ้นแก ชีวิตได เป น 3 ด วยกันคือ จิต เจตสิก ร างกาย กล าวคือ
ส วนที่เรียกว า วิญญาณ ได แก จิต ส วนที่เรียกว า เวทนา สัญญา และสังขาร ได แก เจตสิก และ
ส วนที่เรียกว า รูป ได แก ร างกาย

อนึ่ง ธรรมชาติของจิต ท านกล าวแสดงลักษณะความเป นไปของจิตเอาไว ว า มีปกติดิ้นรน
กลับกลอก รักษาได โดยยาก ห ามได โดยยากข มได ยาก มีสภาพเปลี่ยนแปลงเร็ว มีปกติตกไปใน
อารมณ ที่น าใคร ที่เห็นได แสนยาก ละเอียดอ อน มีปกติตกไปตามความใคร ไปในที่ไกล เที่ยวไป
ดวงเดียว หาสรีระมิได มีถ้ําเป นที่อยู อาศัย 4
ธรรมชาติของจิต ตามปกติของจิตเองแล วเป นสภาพผุดผ อง เรียกว า ปภัสสร หมายความว า
ในภาวะปกติของจิตในยามที่ไม มีอะไรมากระทบ เช น ในยามหลับสนิทโดยไม ฝ นนั้น ถือว า จิตอยู

3ปรีชา บุญศรีตัน,พระมหา. พุทธจริยธรรมกับการบริโภคอาหาร : ศึกษาเฉพาะกรณีเกณฑ ทางจริยธรรมการบริโภค
อาหารของนักศึกษาชมรมพุทธ ฯ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ. วิทยานิพนธ หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา จริย
ศาสตร ศึกษา บัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, 2540 หน า 13.
4 ขุททกนิกาย ธรรมบท 25/13/20. และคําว า ถ้ําในที่นี้ก็คือ มหาภูตรูป 4 คือ ดิน น้ํา ลม ไฟ นั่นเอง และจิตก็อาศัยหทัย

รูปอยู .(ธรรมบทอรรถกถา 2/132)

114

ในสภาพปภัสสร แต ว ายังมีกิเลสที่ละเอียด เป นอนุสัยนอนเนื่องอยู เพียงแต ยังไม แสดงออกเพราะ
ไม มีสิ่งรบกวนกระตุ นให เกิดขึ้น แต พอตื้นขึ้น มีการกระทบกันระหว างอายตนะภายนอกกับ
อายตนะภายใน (ตาเห็นรูป ฯลฯ) จึงเกิดการปรุงแต งในต าง ๆ นานาตามสิ่งที่ได รับเข ามา ถ าไม ได
รับการฝ กอบรมมาดีพอ ก็จะลื่นไหลและหลงระเริงไปกับสิ่งเหล านั้น อาจจะให จิตนั้นเศร าหมองได
สภาวะของจิตที่เป นปภัสสรนั้น จะเห็นได จากบาลีว า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ต นจันทน บัณฑิตกล าวว าเลิศกว ารุกขชาติทุกชนิด เพราะเป นของอ อนและ
ควรแก การงาน ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) ย อมไม เล็งเห็นธรรมอื่นแม อย างหนึ่ง ที่อบรมแล ว
กระทําให มากแล ว ย อมเป นธรรมชาติอ อนและควรแก การงาน เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตที่อบรม
แล ว กระทําให มากแล ว ย อมเป นธรรมชาติอ อนและควรแก การงาน ฉันนั้นเหมือนกัน
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เรา (ตถาคต) ย อมไม เล็งเห็นธรรมอื่นแม อย างหนึ่ง ที่เปลี่ยนแปลงได เร็ว
เหมือนจิต ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตเปลี่ยนแปลงได เร็วเท าใดนั้น แม จะอุปมาก็กระทําได มิใช ง าย
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ อง แต ว าจิตนั้นแล เศร าหมองด วยอุปกิเลสที่จรมา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ อง และจิตนั้นแล พ นวิเศษแล วจากอุปกิเลสที่จรมา
ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ อง แต ว าจิตนั้นแล เศร าหมองแล วด วยอุปกิเลสที่จรมา ปุถุชนผู มิได
สดับ ย อมจะไม ทราบจิตนั้นตามความเป นจริง ฉะนั้น เรา (ตถาคต) จึงกล าวว า ปุถุชนผู มิได สดับ ย อมไม
มีการอบรมจิต

ดูกรภิกษุทั้งหลาย จิตนี้ผุดผ อง และจิตนั้นแล พ นวิเศษแล วจากอุปกิเลสที่จรมา พระอริยสาวกผู
ได สดับแล ว ย อมทราบจิตนั้นตามความเป นจริง ฉะนั้น เรา (ตถาคต) จึงกล าวว า พระอริยสาวกผู ได สดับ
ย อมมีการอบรมจิต”5

3. ชีวิตเป นเช นนั้นเอง (ตถตา)

ความเป นเช นนั้นเองของชีวิต สามารถพิจารณาได สอง ลักษณะด วยกันคือ
1. ความเป นเช นนั้นเองของชีวิต ตามคติของธรรมชาติ คือ ธรรมนิยาม
2. ความเป นเช นนั้นเองของชีวิต ตามคติของสังคมมนุษย คือ สังคมนิยาม

1. ความเป นเช นนั้นเองของชีวิต ตามคติของธรรมชาติ

ความเป นเช นนั้นเองของชีวิตตามคติของธรรมชาติ คือ ตามลักษณะที่เป นจริงของชีวิต
ว ามีสภาวะของมันเองเป นเช นไร การมองชีวิตในลักษณะนี้ ทางพระพุทธศาสนาถือเป นการมอง
ชีวิตโดยปรมัตถ คือ เป นความจริงที่เป นแก นแท ของสรรพสิ่ง ซึ่งรวมทั้งชีวิตของมนุษย และสัตว เข า

5 อังคุตรนิกาย.เอก.-ทุก.-ติกนิบาต. 20/48-53/11-12.

115

ไว ด วย เราเรียกลักษณะนี้ว า ไตรลักษณ คือ ลักษณะสามประการของสรรพสิ่งที่ต องมีต องเป น
เช นนี้เสมอเหมือนกันหมด หรือเรียกอีกอย างหนึ่งว า สามัญญลักษณะ มี 3 ประการคือ 6
1 อนิจจตา หรืออนิจจัง ( Impermanence ) ความไม เที่ยง ไม คงที่ ไม ยั่งยืน เกิดแล ว
เสื่อมสลาย ความเปลี่ยน ความกลับกลาย ความไหลไปของสังขตธรรมทั้งปวง ทุกสังขตธรรมมี
เกิดขึ้น (อุปปาทะ) ตั้งอยู (ฐิติ) แล วดับไป (ภังคะ)
ในคัมภีร ปฏิสัมภิทามรรคแสดงความหมายของอนิจจตาไว ว า “ชื่อว าเป นอนิจจัง โดย
ความหมายว า เป นของสิ้นไป ๆ (ขยฏ เฐน)”7 พระเทพเวที ได อธิบายความข อนี้ไว ว า หมายความว า
เกิดขึ้นที่ไหน เมื่อใด ก็ดับไปที่นั่น เมื่อนั้น เช น รูปธรรมในอดีต ก็ดับไปในอดีต ไม มาถึงขณะนี้ รูป
ในขณะนี้ ก็ดับไปที่นี่ ไม ไปถึงข างหน า รูปในอนาคต จะเกิดถัดต อไป ก็จะดับ ณ ที่นั้นเอง ไม ยืนอยู ถึง
เวลาต อไปอีก 8

ในพระบาลี อนิจจตา มีลักษณะ 4 อย าง คือ 9
1. อุปฺปาทวยปฺปวตฺติโต เพราะเป นไปโดยการเกิดและสลาย คือ เกิดดับ ๆ มีแล วไม มี
2. วิปริณามโต เพราะเป นของแปรสภาพไปเรื่อย ๆ แปรปรวน เปลี่ยนแปลงไป
3. ตาวกาลิโก เพราะเป นของชั่วคราว อยู ได ชั่วขณะ ๆ
4. นิจฺจปฏิกฺเขปโต เพราะขัดแย งต อความเที่ยง คือ สภาวะของมันที่เป นสิ่งไม เที่ยงนั้น
ขัดกันอยู เองในตัวกับความเที่ยง หรือโดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความเที่ยงอยู ในตัว
เมื่อมองดูรู เห็นตรงตามสภาวะของมันแล ว ก็จะหาไม พบความเที่ยงเลย ถึงคนจะ
พยายามมองให เห็นเป นของเที่ยง มันก็ไม ยอมเที่ยงตามที่คนอยาก จึงเรียกว ามันปฏิเสธ
ความเที่ยง10
2 ทุกขตา หรือทุกขัง (Stress and Conflict) เป นความทุกข ภาวะที่ถูกบีบคั้น ภาวะที่
กดดันขัดแย ง ทําให ทนอยู ในสภาพนั้นไม ได ภาวะที่บกพร อง ไม ให ความสมอยากแท จริง ก อ
ทุกข แก ผู ยึดมั่น แผดเผา

คัมภีร ปฏิสัมภิทามรรค แสดงความหมายของทุกขตาไว ว า “ชื่อว าเป นทุกข โดยความหมาย
ว า เป นของมีภัย (ภยฏ เฐน)” 11 พระเทพเวที ได อธิบายความข อนี้ไว ว า “ที่ว า “มีภัย” นั้น จะแปลว า เป น

6 พิสิฏฐ โคตรสุโพธิ์, ดร. และปรีชา บุญศรีตัน. หลักพระพุทธศาสนา (Fundamentals of Buddhism). ภาควิชาปรัชญา
และศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม 2543.
7 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค. 31/79/53 อ างใน วิสุทธิมรรค. 3/235.
8 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. (กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : 2532) หน า 70/8.
9 วิสุทธิมรรค. 3/246.
10 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 70/9.
11 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค. 31/79/53 : อ างใน วิสุทธิมรรค. 3/235.

116

ภัย หรือน ากลัว ก็ได เพราะว า สังขารทั้งปวง เป นสภาพที่ผุพังแตกสลายได จะต องย อยยับมลายสิ้นไป จึง
ไม มีความปลอดภัย ไม ให ความปลอดโปร งโล งใจ หรือความเบาใจอย างเต็มที่แท จริง หมายความว า ตัวมัน
เอง ก็มีภัยที่จะต องเสื่อมโทรมสิ้นสลายไป มันจึงก อให เกิดภัย คือ ความกลัวและความน ากลัวแก ใครก็
ตามที่เข าไปยึดถือเกี่ยวข อง” 12
จากหลักฐานในพระบาลี ทุกขตามีลักษณะ 6 อย าง คือ13
1. อภิณฺหสมฺป ฬนโต เพราะมีความบีบคั้นอยู ตลอดเวลา คือ ถูกบีบคั้นอยู ตลอดเวลา ด วย
ความเกิดขึ้น ความเสื่อมโทรม และความแตกสลาย และบีบคั้นขัดแย งอยู ตลอดเวลา กับสิ่งที่
ประกอบอยู ด วยหรือสิ่งที่เกี่ยวข อง ด วยต างก็เกิดขึ้น ต างก็โทรมไป ต างก็แตกสลายไป
2. ทุกฺขมโต เพราะเป นสภาพที่ทนได ยาก คือ ทนสภาพเดิมไม ได หมายความว า คงอยู ใน
สภาพเดิมไม ได จะต องเปลี่ยน จะต องกลาย จะต องหมดสภาพไป เพราะความเกิดขึ้นและความ
โทรมสลายนั้น

3. ทุกฺขวตฺถุโต เพราะเป นที่ตั้ง หรือรองรับทุกขเวทนา คือ เป นที่รองรับของความทุกข
หรือเป นสิ่งที่ก อให เกิดทุกข หมายความว า ทําให เกิดความทุกข ต าง ๆ เช น ทุกขเวทนา คือ
ความรู สึกทุกข หรือความรู สึกบีบคั้นเป นต น
4. สุขปฏิกฺเขปโต เพราะแย งต อความสุข คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธความสุข
หรือกีดกั้นความสุขอยู ในตัว หมายความว า ความสุขที่เป นตัวสภาวะจริง ๆ ก็มีแต เพียงความรู สึกสุข
เท านั้น ตัวสภาวะที่มีเป นพื้น ได แก ทุกข คือ ความบีบคั้น กดดันขัดแย ง ซึ่งก อให เกิดความรู สึกบีบ
คั้นกดดันขัดแย ง ที่เรียกว า ความรู สึกทุกข (ทุกขเวทนา) ด วย เมื่อใดความบีบคั้นกดดันขัดแย ง
ผ อนคลายไป ก็เรียกว ามีความสุขหรือรู สึกสบาย
5. สงฺขตฏ ฐโต โดยความหมายว า เป นของปรุงแต ง คือ ถูกป จจัยต าง ๆ รุมกันหรือมา
ชุมนุมกันปรุงแต งเอา มีสภาพที่ขึ้นอยู กับป จจัย ไม เป นของคงตัว
6. สนฺตาปฏ ฐโต โดยความว า แผดเผา คือ ในตัวของมันเองก็มีสภาพที่แผดเผาให กร อน
โทรมย อยยับสลายไป และทั้งแผดเผาผู มีกิเลสที่เข าไปยึดติดถือมั่นให เร าร อนกระวนกระวายไปด วย
3 อนัตตตา หรืออนัตตา (Soullessness or Non - Self) ความไม มีตัวตนที่แท จริง
ความปราศจากแก นสารสาระ แต มนุษย ยังเข าใจผิดเรื่องตน เนื่องจากการติดสมมติบัญญัติ ความ
คิดเห็นว ามีตน

คัมภีร ปฏิสัมภิทามรรค แสดงความหมายของอนัตตาไว ว า “ชื่อว าเป น อนัตตา โดย
ความหมายว า ไม มีสาระ (อสารฏ เฐน)” 14 พระเทพเวที ได อธิบายความข อนี้ไว ว า “ที่ว า ไม มีสาระ ก็คือ

12 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. (กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : 2532) หน า 70/9.
13 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 70/10-11.

117

ไม มีแก นสาร หรือไม มีแกน หมายความว า ไม มีสิ่งซึ่งเป นตัวแท ที่ยืนยงคงตัวอยู ตลอดไปดังคําอธิบายว า
“โดยความหมายว าไม มีสาระ หมายความว า ไม มีสาระคือตัวตน (อัตตสาระ = ตัวตนที่เป นแก น หรือ
ตัวตนที่เป นแกน) ที่คาดคิดกันเอาว าเป นอาตมัน (อัตตา = ตัวตน) เป นผู สิงอยู หรือครองอยู (นิวาสี) เป น
ผู สร างหรือผู สร างสรรค บันดาล (การกะ) เป นผู เสวย (เวทกะ) เป นผู มีอํานาจในตัว (สยังวสี) เพราะว า สิ่ง
ใดไม เที่ยง สิ่งนั้นย อมเป นทุกข (คงตัวอยู ไม ได ) มันไม สามารถห ามความไม เที่ยง หรือความบีบคั้นด วย
ความเกิดขึ้นและความเสื่อมสิ้นไปได แล วความเป นผู สร างผู บันดาลเป นต นของมัน จะมีมาจากที่ไหน
เพราะเหตุนั้น พระผู มีพระภาคเจ า จึงตรัสว า ภิกษุทั้งหลาย ก็ถ ารูปนี้ จักได เป นอัตตาแล วไซร รูปนี้ก็ไม พึง
เป นเพื่ออาพาธ (มีความบีบคั้นขัดแย งข องขัดต าง ๆ ) ดังนี้เป นอาทิ” 15

เมื่อจะอนุโลมใช คําตามที่สมมติกันนั้น ตนมี 4 ชั้นด วยกัน คือ
1. ตนนอก ตนแต ง ตนสมมติ ได แก ตําแหน งต าง ๆ พ อ ลูก อาจารย เป นต น เป น
เพียงความคิด มีอยู ในจิตใจของคนชั่วขณะหนึ่งเท านั้น
2. ตนกลาง ได แก ร างกาย เป นเพียงปรากฏการณ ธรรมชาติที่เกิดขึ้นตั้งอยู ดับไปตาม
ธรรมชาติของมันเอง เรามาอาศัยอยู ชั่วคราวเท านั้น
3. ตนใน ได แก เจตสิกธรรมต าง ๆ ที่เกิดขึ้นในใจ เช น ความโลภ ความโกรธ ความ
อิจฉา มันเกิดขึ้น ตั้งอยู แล วดับไปตามทางของมัน มันจึงไม ใช “เรา”
4. ตนเดิม ได แก จิตเดิมที่สว าง สะอาด สงบอยู ตามธรรมชาติของมัน ควรพยายาม
ประกอบตนให อยู กับสภาวะจิตเดิมนี้ให ได มาก ๆ
หลักฐานในบาลีแสดงถึงอนัตตตามีลักษณะ 6 อย างคือ 16
1. สุ ฺ โต เพราะเป นสภาพว างเปล า คือ ปราศจากตัวตนที่เป นแก นเป นแกน หรือว าง
จากความเป นสัตว บุคคลตัวตนเราเขาที่แท จริง ไม มีตัวผู สิงสู อยู ครอง ไม ตัวผู สร างสรรค บันดาล ไม
มีตัวผู เสวย นอกเหนือจากกระบวนธรรมแห งองค ประกอบทั้งหลายที่เป นไปตามเหตุป จจัยและ
นอกจากโดยการสมมติ ที่กําหนดหมายกันขึ้นมา
2. อสฺสามิโก เพราะไม มีเจ าของ ตัวตน คือ ไม เป นตัวตนของใคร และไม เป นของของ
ตัวตนใด ๆ ไม ตัวตนอยู ต างหากที่จะเป นเจ าของครอบครองสังขารธรรมทั้งหลาย มันเป นแต เพียง
กระบวนธรรมเองล วน ๆ เป นไปโดยลําพังตามเหตุป จจัย

14 ขุททกนิกาย ปฏิสัมภิทามรรค.. 31/79/53: 100/77: 675/584: อ างใน วิสุทธิมรรค. 3/235
15 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. (กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย : 2532) หน า 70/17-18.
16 วิสุทธิมรรค. 3/247: มัชฌิมนิกาย อรรถกถา. 2/151: วิภังค อรรถกถา. 63 อ างใน พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่อง

เดียวกัน. หน า 70/21-22.

118
3. อวสวตฺตนโต เพราะไม เป นไปในอํานาจของใคร คือ ไม อยู ในอํานาจของใคร ไม ขึ้นต อ
ผู ใด ไม มีใครมีอํานาจบังคับมัน จะเรียกร องหรือปรารถนาให มันเป นอย างใด ๆ ไม ได นอกจากทํา
การตามเหตุป จจัย ใช ศัพท อีกอย างหนึ่งว า อนิสฺสรโต แปลว า เพราะไม เป นเจ าใหญ คือ จะบงการ
หรือใช อํานาจบังคับเอาไม ได มีแต จะต องให เป นไปตามเหตุป จจัย บางแห งใช คําว า อกามการิยโต
แปลว า เพราะเป นสภาพที่ไม อาจทําได ตามความอยาก คือ จะให เป นไปตามความอยากความ
ปรารถนามิได หรือจะเอาใจอยากเป นเกณฑ ไม ได แต เป นเรื่องของความเป นไปตามเหตุป จจัย จะ
ให เป นอย างไร ก็ต องทําเอาตามเหตุป จจัย
4. อตฺตปฏิกฺเขปโต เพราะแย งอัตตา คือ โดยสภาวะของมันเอง ก็ปฏิเสธอัตตาอยู ในตัว
หมายความว า ความเป นกระบวนธรรม คือ การที่องค ประกอบทั้งหลายสัมพันธ กันดําเนินไปโดย
ความเป นไปตามเหตุป จจัยนั่นเอง เป นการปฏิเสธอยู ในตัวว า ไม มีตัวตนต างหากซ อนอยู ที่จะมา
แทรกแซงบงการหรือขัดขวางความเป นไปตามเหตุป จจัย
5. สุทฺธสงฺขารปุ ฺชโต เพราะเป นกองสังขารล วน คือ เกิดจากส วนประกอบย อย ๆ
ทั้งหลายมาประชุมหรือประมวลกันขึ้น ไม เป นตัวตนที่สมบูรณ ในตัว ที่จะยั่งยืนคงตัวอยู ได ไม มี
สัตว บุคคลตัวตนที่แท จริงนอกเหนือจากส วนประกอบเหล านั้น
6. ยถาปวตฺติโต เพราะเป นไปตามเหตุป จจัย คือ องค ประกอบทั้งหลายที่ประมวลหรือ
ประชุมกันเข านั้น ต างสัมพันธ เป นป จจัยแก กัน เรียกรวม ๆ ว า กระบวนธรรมนั้นเป นไปตามเหตุ
ป จจัย ไม เป นไปตามความปรารถนาของใคร และไม อาจมีตัวตน ไม ว าจะเป นตัวการภายใน หรือ
ตัวการภายนอก ที่จะขวางขืนหรือบงการบังคับมันได
รวมความก็คือ สิ่งทั้งหลายเป นไปตามเหตุป จจัยของมันเอง ตามธรรมดา เหตุป จจัยมี (ที่จะ
ให เป นอย างนั้น) มันก็เกิด (เป นอย างนั้น) เหตุป จจัย (ที่จะให อย างนั้น) หมด มันก็ดับ (จากสภาพ
อย างนั้น) มันหาฟ งเสียงเราอ อนวอนขอร องหรือปรารถนาไม มันไม เป นตัว เป นอะไร ๆ (อย าง
ที่ว ากัน) หรือเป นของใครทั้งนั้น

ลักษณะทั้งสาม คือ อนิจจัง ทุกขัง และอนัตตา เป นภาวะที่สัมพันธ เนื่องอยู ด วยกัน เป น
ความสัมพันธ สืบต อกัน ความเป นต างด านของเรื่องเดียวกัน และเป นเหตุเป นผลของกันและกัน ซึ่ง
เป นลักษณะของสิ่งทั้งหลาย ที่เกิดจากองค ประกอบต าง ๆ ประมวลกันเข า และองค ประกอบ
เหล านั้นสัมพันธ กันโดยอาการที่ต างก็เกิดขึ้นตั้งอยู แล วดับสลาย เป นป จจัยส งต อสืบทอดกัน ผัน
แปรเรื่อยไป รวมเรียกว าเป นกระบวนธรรมที่เป นไปตามเหตุป จจัย ในภาพนี้
1. ภาวะที่องค ประกอบทั้งหลายเกิดสลาย ๆ องค ประกอบทุกอย าง หรือกระบวนธรรม
ทั้งหมดไม คงที่ = อนิจจตา

119
2. ภาวะที่องค ประกอบทั้งหลาย หรือ กระบวนธรรมทั้งหมดถูกบีบคั้นด วยการเกิดสลาย ๆ
ต องผันแปรไป ทนอยู ในสภาพเดิมมิได ไม คงตัว = ทุกขตา
3. ภาวะที่เกิดจากองค ประกอบทั้งหลายประมวลกันขึ้น ไม มีตัวแกนถาวรที่จะบงการ ต อง
เป นไปตามเหตุป จจัย ไม เป นตัว = อนัตตตา
อย างไรก็ตาม แม ว า อันใดไม เที่ยง อันนั้นย อมเป นทุกข อันใดเป นทุกข อันนั้นย อมเป น
อนัตตา ก็จริง แต อันใดเป นอนัตตา อันนั้นไม จําเป นต องไม เที่ยง ไม จําเป นต องเป นทุกข เสมอไป
กล าวคือ สังขารหรือสังขตธรรมทั้งปวงไม เที่ยง สังขารหรือสังขตธรรมทั้งปวงนั้น ย อมเป นทุกข
และเป นอนัตตา แต ธรรมทั้งปวงคือ ทั้งสังขตธรรมและอสังขตธรรม หรือทั้งสังขารและวิสังขาร
แม จะเป นอนัตตา แต ก็ไม จําเป นจะต องไม เที่ยงและเป นทุกข เสมอไป หมายความว า อสังขต
ธรรมหรือวิสังขาร (คือ นิพพาน) แม จะเป นอนัตตา แต ก็พ นจากความไม เที่ยงและพ นจากความเป น
ทุกข 17

การประยุกต ใช หลักไตรลักษณ เพื่อแก ป ญหาในชีวิตประจําวัน

ป ญหาต าง ๆ ในชีวิตประจําวันของมนุษย มีสาเหตุหลักเพียงประการเดียวเท านั้น คือ ความ
ยึดมั่นถือมั่น ซึ่งแสดงออกเป นการยึดเหนี่ยว ฉุดรั้งสิ่งต าง ๆ ที่ตนต องการให เป นไปตามใจของ
ตนเอง และเรียกร องให คนอื่นหรือสิ่งต าง ๆ เป นอย างที่ตนต องการ มองแต ประโยชน ของตนเอง
เป นหลัก มองไม เห็นความต องการ ความรู สึกของผู อื่นว าจะเป นอย างไร ไม อดทนต อการรอคอย
การเกิดขึ้นของผลแห งการกระทําของตน เป นคนใจเร็วด วนได ความยึดมั่นจึงเป นต นเหตุของ
ความเห็นแก ตัว และพอเมื่อสิ่งตนต องการไม เป นไปดังที่หวัง ก็เกิดความทุกข เห็นได ชัดว า สิ่งที่
พระพุทธเจ าตรัสว าเป นสาเหตุของความทุกข คือ ความต องการ (ตัณหา) นั้น ตรัสไว ไม ผิดเลย
เมื่อป ญหาชีวิตของมนุษย เกิดขึ้นจากความยึดมั่นในเรื่องต าง ๆ ดังกล าว พระพุทธองค จึง
ตรัสแสดงคําสอนเรื่องไตรลักษณ เพื่อแสดงความจริงของชีวิตมนุษย และสรรพสิ่งว า จะต องเป นไป
ตามลักษณะทั้งสามอย างดังกล าวแล วทั้งสิ้น คือ มีความเปลี่ยนแปลง แปรปรวนไปตามเหตุป จจัย
หรือกาลเวลา เรียกว ามีความเกิดขึ้น ตั้งอยู แล วก็ดับไป เพราะคงทนอยู ในสภาพเดิมไม ได เพราะไม
เป นใหญ ไม เป นไทแก ตัวเองคือไม เป นตัวของตัวเอง เพราะต องอิงอาศัยป จจัยอื่นให เป นไป ไม
สามารถเป นอยู ได อย างอิสระ

แนวคิดหลักของไตรลักษณ ก็เพื่อให ทราบและยอมกับความเป นจริงของธรรมชาติ และ
ไม ให ยึดมั่นถือมั่นในสรรพสิ่งให คงทนอยู ตามความต องการเพราะจะไม มีวันที่จะเป นเช นนั้นได
ความต องการที่ไม สอดคล องกับความเป นจริงนี้เอง เป นตัวสร างทุกข ให แก ชีวิตมนุษย ที่จริงแล ว

17 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). เรื่องเดียวกัน. หน า 70/27-28.

120

ความทุกข หรือป ญหาชีวิตของมนุษย ไม มีใครหรือสิ่งใดสร างให เลย หากแต มนุษย เองที่สร างให กับ
ตัวเอง โดยการตั้งเงื่อนไข สร างกฎกติกาและความคาดหวังขึ้นมาเอง
โดยหลักการแล ว สรรพสิ่งต าง ๆ ก็มีความทุกข เป นของตัวเองอยู แล ว ถือว าเป นความทุกข
ตามธรรมชาติ ที่มันไม สามารถคงทนอยู ในสภาพเดิมได เพราะต องผกผันไปตามเหตุป จจัยตาม
กาลเวลา นั่นคือความจริงของมัน แต เมื่อไหร ก็ตาม มนุษย เข าไปพัวพันกับสรรพสิ่งโดยท าทีที่ไม
ถูกต อง คือ เข าไปยึดถือ หน วงเหนี่ยว ไม ต องการให มันเปลี่ยนแปลงไป เช นนี้เท ากับว า กําลังสร าง
เหตุแห งความทุกข ให กับตนเอง เพราะกําลังนําความสุขของชีวิตไปแขวนไว สิ่งที่ไม แน นอน และ
ต องการให มันมีความแน นอน ความต องการเช นนี้ มิอาจได รับการตอบสนองได เพราะสรรพสิ่ง
เหล านั้น จะไม ฟ งตามความต องการ และไม อยู อํานาจที่เราจะควบคุมได เพราะตัวของมันเองก็มี
วิถีทางของมันเอง คือ ต องเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุป จจัยให เปลี่ยน พอมันเปลี่ยนไป เราไม อยากให
เปลี่ยน นั่นแหละความทุกข ก็เกิดขึ้น เพราะความอยากไม ได รับการตอบสนอง
แม กระทั่งในชีวิตที่เป นรูปร างหรือ ร างกายของมนุษย เองที่พระพุทธศาสนาเรียกว า การ
ประชุมเข ากันของเบญจขันธ ก็ดุจเดียวกัน ก็ตกอยู ในลักษณะเช นเดียวกันสรรพสิ่งคือ ตกอยู ใน
อํานาจของกฎไตรลักษณะเช นกัน ผู ที่เข าไปยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ ดังกล าว ก็จะเป นทุกข เพราะ
การยึดถือนั้น ดังพุทธพจน ที่ตรัสเตือนมิให ยึดมั่นถือมั่นในเบญจขันธ ว า

“บุรุษย อมสําคัญเบญจขันธ ใดว า นี้ของเรา
เบญจขันธ นั้น อันบุรุษนั้นย อมละไป แม เพราะความตาย
พุทธมามกะผู เป นบัณฑิตรู เห็นโทษแม นั้นแล ว
ไม ควรน อมไป เพื่อความยึดถือว าของเรา” 18

และพุทธพจน อีกที่หนึ่งในบรรดาพุทธพจน ที่ตรัสแสดงให เห็นว า ความยึดมั่นถือมั่น เป น
สาเหตุแห งความทุกข ความเศร าโศก ความพิไรรําพัน ไว ว า

“ชนทั้งหลาย ย อมเศร าโศกในเพราะวัตถุที่ถือว าของเรา
ความยึดถือทั้งหลาย เป นของเที่ยง มิได มีเลย
การยึดถือนี้ มีความพลัดพรากเป นที่สุดทีเดียว
กุลบุตรเห็นดังนี้แล ว ไม ควรอยู ครองเรือน”19

ก็แสดงให เห็นชัดเจนแล ว ป ญหาชีวิตต าง ๆ นั้น ล วนเกิดจากความยึดถือทั้งหลาย และการ
ยึดถือในตัวของมันก็ไม เที่ยงแท และมีการพลัดพรากในที่สุด เมื่อนําตัวเข าไปยึดถือ จึงไม มีทางที่
จะหลีกหนีจากความทุกข โศกทั้งหลายพ นได เลย

18 ขุททกนิกาย มหานิเทศ. 21/191/115.
19ขุททกนิกาย มหานิเทศ 21/190/115.

121

สําหรับผู ที่เข าใจในความเป นจริงของสรรพสิ่งเช นนี้แล ว ย อมที่จะเป นผู ไม มีความทุกข
ความเศร าโศกเพราะสิ่งต าง ๆ ในชีวิตมันเปลี่ยนแปลงหรือสูญสลายไป ดังข อความใน
พระไตรป ฎกตอนหนึ่งว า

“โภคสมบัติทั้งหลาย ย อมละทิ้งสัตว ไปก อนบ าง
สัตว ย อมละทิ้งโภคสมบัติเหล านั้นไปก อนบ าง
ดูกรโจรราชผู ใคร กาม พวกชนเป นผู มีโภคสมบัติ มิได เที่ยง
เพราะฉะนั้น เราจึงไม เศร าโศก ในเวลาเศร าโศก
ดวงจันทร ย อมขึ้น ย อมเต็มดวง ย อมเสื่อมสิ้นไป
ดวงอาทิตย อัสดงคตแล ว ย อมจากไป
ดูกรศัตรู โลกธรรมทั้งหลาย เรารู แล ว
เพราะฉะนั้น เราจึงไม เศร าโศก ในเวลาโศก” 20

2. ความเป นเช นนั้นเองของชีวิต ตามคติของสังคมมนุษย คือ สังคมนิยาม
: โลกธรรม
: ธรรมดาของชีวิตที่จะต องพบเจอไม ว าจะต องการหรือไม ต องการก็ตาม เพราะเป นสิ่ง
ที่อยู คู กับโลก ไม มีใครที่หลีกพ นได จะมีอยู 2 ขั้ว คือ
1. สิ่งที่ปรารถนา คือ ลาภ ยศ สรรเสริญ สุข → แสวงหา
2. สิ่งที่ไม ปรารถนา คือ เสื่อมลาภ เสื่อมยศ นินทา ทุกข → หลีกหนี
โลกธรรมทั้ง 8 ประการนี้ดังกล าวเป นเสมือนสิ่งที่รบกวนและยั่วยวนใจมนุษย ปุถุชน ที่วิ่ง
ไขว คว าแสวงหาในสิ่งที่ตนปรารถนา และวิ่งหนีสิ่งที่ตนไม ปรารถนา ยิ่งแสวงหายิ่งไม พบสิ่งที่ตน
ต องการ ยิ่งหนียิ่งพบกับสิ่งที่ตนไม ต องการ ชีวิตจึงประสบแต ความสมหวังและไม สมหวัง ถ าไม
สุขก็ต องทุกข อยู ร่ําไป ท านเจ าคุณพยอม กลฺยาโณ แห งวัดสวนแก ว กล าวเปรียบเทียบไว อย างน า
คิดว า ยินดีเท ากับถูกตบแก มซ าย ยินร ายเท ากับถูกตบแก มขวา ถ าเป นดั่งที่ว าจริง ก็เท ากับว า
มนุษย เราถูกตบซ าย ตบขวา อยู ตลอดเวลา
การแสวงหาสิ่งที่ตนปรารถนา เปรียบเสมือนการวิ่งไล จับเงาของตนเอง ยิ่งวิ่งตาม มันก็ยิ่ง
วิ่งหนี เมื่อหยุด มันก็หยุดตาม พอวิ่งไล มันอีก มันก็หนีเราไปไม มีที่สิ้นสุด
การพยายามหลีกหนีสิ่งที่ตนไม ปรารถนา ก็เหมือนกับการวิ่งหนีเงาตัวเอง ยิ่งวิ่งหนี มันก็ยิ่ง
วิ่งตาม การหนีจึงไม ใช วิธีแก ป ญหาที่ถูกต อง แต ในทํานองเดียวกัน ถ าหยุด มันก็หยุดตาม หมายถึง
การแก ป ญหาตรงจุด “ชีวิตมนุษย ป จจุบัน จึงเสมือนจิ้งหรีดที่ถูกป นให กัดกัน”

20ขุททกนิกาย มหานิเทศ 21/192/115.

122

การไม รู จักพอดี จึงเป นตัวสร างป ญหาเรื้อรังให แก ชีวิตที่บริสุทธิ์ของคนธรรมดา การ
พยายามไขว คว าเพื่อสนองตอบความต องการ จะไม มีวันจบสิ้นและไม มีวันสมอยาก เพราะสมดังใฝ
แล ว เพราะความไม รู จักพอ จึงสร างความอยากความปรารถนาในสิ่งอื่นเรื่อยไป เช นนี้ ชีวิตทั้งชีวิต
ก็ไม เพียงพอที่จะตอบสนองตัณหา ความทะยานอยากของตนเอง วันเวลาก็ดูเหมือนกับไม เพียงพอ
กับความต องการ มีไม เพียงพอที่จะสนองกับความต องการ โดยเฉพาะอย างยิ่ง เวลาที่ประสบ
ความสุขสําราญ มันสั้นเหลือเกิน แต โดยความเป นจริง เวลาก็ยังมีคงเดิม หากถูกเติมแต งด วยความ
ต องการไม ที่ต องการให ชั่วโมงนั้นผ านพ นไป เวลาจึงดูเหมือนสั้น เหมือนดังคํากล าวที่ว า

“ชีวิตไม เพียงพอกับตัณหา เวลาไม เพียงพอกับความต องการ”

ดังนั้น การดําเนินชีวิตที่ประเสริฐก็คือ การไม ยินดี การไม ยินร าย กับสิ่งเหล านั้น การหยุด
การดิ้นรนเพื่อสนองความอยากและเพื่อสนองความเกลียด จึงเท ากับเป นชีวิตที่ไม ต องพานพบแต
ความสมหวังและผิดหวัง ไม ต องระทมทุกข ก นโศกอยู ร่ําไป จงเรียนรู เพื่ออยู กับสิ่งต องประสบทั้ง
ที่ปรารถนาและไม ปรารถนาอย างมีความสุข การมีสติรู เท าทันความเป นไปของโลกทั้งที่เป นความ
จริงแท และเป นความจริงสมมติ จึงเป นสิ่งที่พึงเจริญให เกิดขึ้นกับตนเอง ดั่งโฉลกธรรมที่สวนโมก
ขพลารามที่ว า “เราอยู ในปากเสือ จะทําอย างไรไม ให ถูกเคี้ยวเสือกัดเอาได ”

4. ชีวิตกับกาลเวลา

กระบวนทัศน ในการยกตนขึ้นจากหลุมดําทางความคิด

มนุษย ชอบขุดหลุมฝ งตัวเองทางความคิด
: จมอยู กับอดีต
: เพ อฝ นถึงอนาคต
: ละเลยป จจุบัน

มิติแห งกาลเวลา

1. อดีต คือ สิ่งที่ผ านไปแล ว ได มีแล วเมื่อวันวาน ไม มีในวันนี้และไม มีในวันข างหน า
เป นเสมือนความฝ นที่ผ านเลย เป นนิยามแห งความชอกช้ําและความหวานชื่น
→ ทุกอย างผ านไปแล ว จบที่ตรงนั้นไม หวนกลับมาอีก
2. อนาคต คือ สิ่งที่ยังมาไม ถึง ไม มีในอดีต ไม มีในป จจุบัน จะมีในอนาคต ยังไม
เกิดขึ้น ซึ่งจะมีหรือไม มี ยังไม แน นอน เพราะขึ้นอยู กับเงื่อนไขในป จจุบัน เหมือน
โลกแห งจินตนาการ เป นนิยามแห งความหวังและผิดหวัง
→ ยังมาไม ถึง คาดหวังไม ได แน นอน

123
3. ป จจุบัน คือ สิ่งที่กําลังเกิดอยู เฉพาะหน า มีอยู เป นอยู กําลังเป นไปอยู ไม มีใน อดีต
ไม มีในอนาคต เป นโลกแห งความเป นจริง เป นนิยามแห งการสร างสรรค และ

ทําลาย
→ มีอยู เป นอยู กําลังมี กําลังเป น
ดังที่พระพุทธเจ าตรัสเตือนไว ในภัทเทกรัตตสูตรว า
อตีตํ นานฺวาคเมยฺย

นปฺปฏิกงฺเข อนาคตํ

ปจฺจุปนฺน ฺจ โย ธมฺมํ

ตตฺถ ตตฺถ วิปสฺสติ

อสํหิรํ อสํกุปฺป

ตํ วิทฺธา มนุพฺรูหเย

อชฺเชว กิจฺจมาตปฺป

โก ช ฺ า มรณํ สุเว ฯ
อย าจมอยู กับอดีต อย าคิดเพ อฝ นถึงอนาคต ผู ที่รู เข าใจสิ่งที่เกิดขึ้นเฉพาะหน า
ในที่นั้น ๆ พึงสร างสรรค พอกพูนอย างไม หวั่นไหว ไม สั่นคลอน รีบทําความ
เพียรสร างความดีเสียแต วันนี้ ใครจะพึงรู ได ว า ความตายจักมีในวันพรุ งนี้ ฯ
จากพระพุทธพจน ดังกล าว

ได แสดงถึงแนวความคิดในการแก ป ญหาที่เกิดขึ้นใน
ชีวิตประจําวันโดยชี้ให เห็นสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นเกี่ยวข องเวลาที่เป นตัวกําหนดมีทั้งที่ผ านไปแล วและที่ยัง
ไม เกิดขึ้นตามความเป นจริงตรงนั้น ให มีชีวิตอยู กับความเป นจริงหรือธรรมชาติในขณะนั้น ๆ ไม ตั้ง
เงื่อนไขที่เป นอดีตและอนาคต ไม ตั้งข ออ างเพื่อที่จะปฏิเสธการสร างสรรค ความดีในป จจุบัน ซึ่ง
พอสรุปได ว า

1. อย าขุดหลุมฝ งตนเองอยู อดีต สิ่งที่เกิดแล ว ก็มีแล ว และได ผ านไปแล ว ไม ได มีอยู ใน
ป จจุบัน ไม หวนกลับมาอีก ใยต องหน วงเหนี่ยวเอาไว ด วยเล า ที่ผ านมาแล วก็ให ผ าน
ไป ไม ควรยื้อยุดฉุดไว เพราะจะทําให เกิดความเดือดร อนแก ตนและคนรอบข าง
2. อย าไปเพ อฝ น คาดหวังกับอนาคต เพราะสิ่งที่ยังไม เกิดขึ้น ยังไม เกิดขึ้น และมาไม ถึง
แม จะอยากได เพียงไร ปรารถนามากเพียงไร ใจก็ไม สมหวัง เช น ดวงอาทิตย เมื่อถึง
เวลาอุทัยมันก็ขึ้นมาเอง เมื่อเวลาอัสดงคต มันก็ตกของมันเอง ไม ต องไปประวิงว า
เมื่อไหร ดวงอาทิตย จะขึ้น เมื่อไหร ดวงอาทิตย จะตก หรือ เปรียบเหมือนนกหนึ่งตัวที่
อยู ในมือดีกว านักสิบตัวที่อยู บนต นไม
3. ที่สําคัญก็คือ การรีบสร างสรรค ป จจุบันให ดีที่สุด รีบทําหน าที่ ภารกิจ ณ ที่ตรงนั้นให
ลุล วงไป ป จจุบันถือว า เป นบทเรียนมาจากอดีต และจะเป นตัวแปรแห งอนาคต จึงควร
สร างเหตุสร างเงื่อนไขให ดี แล วอนาคตจะดีเองโดยไม ต องคาดหวัง

“อดีตผลิตป จจุบัน ป จจุบันสร างสรรค อนาคต อนาคตกําหนดอดีตของป จจุบัน”

5. ชีวิตที่ไม พลั้งพลาด

124

การดําเนินชีวิตมักมีอุปสรรคสิ่งกีดขวางทางชีวิตไม ให เป นไปโดยความราบรื่น ดังคํากล าว
ที่ว า หนทางแห งชีวิตมิได โรยไว ด วยกลีบดอกกุหลาบ บางทีอุปสรรคในชีวิตก็เป นเสมือนแรง
บันดาลใจให ต อสู และทําให ชีวิตเราเข็มแข็งขึ้น ถือว าเป นเรื่องธรรมดาสําหรับการดําเนินชีวิต กล าว
ได ว า ป ญหาชีวิตต าง ๆ หรือความทุกข บรรดามีที่เกิดขึ้นในชีวิตมนุษย นั้น เป นเพราะขาดการ
กลั่นกรอง ขาดการเข าใจในชีวิต ใช ชีวิตผิดประเภทไม ตรงกับความเป นชีวิต หรือรู เท าไม ทันการณ
รู ไม เท าทันสิ่งที่เกิดขึ้นกับชีวิต แยกไม ได ว า อันไหนคือชีวิตมนุษย ที่แท อันไหนคือชีวิตมนุษย ที่
ไม แท มักจะมีชีวิตอยู แบบเทียม ๆ มากกว าจะมีชีวิตอยู อย างแท จริง ส วนมากจะลุ มหลงไปกับละคร
ชีวิตฉากแล วฉากเล า ที่มีทั้งความเร าร อนระคนสุข ความสุขที่ระคนด วยความทุกข เพราะมักจะไม
ระมัดระวังในการใช ชีวิต

ในทางพระพุทธศาสนา ได วางแนวทางสําหรับการดําเนินชีวิตที่ไม ให มีความพลาดพลั้ง
หรือให มีความพลาดพลั้งน อยที่สุด ในที่นี้จะยกมากล าวเท าที่เห็นมีความจําเป นสําหรับการดําเนิน
ชีวิตประจําวันที่เป นอยู คือ

1. หลักอป ณณกปฏิปทา

การดําเนินชีวิตที่ไม ผิดพลาด โดยถือปฏิบัติตามแนวทาง 3 ประการคือ

1. อินทรียสังวร

การสํารวมอินทรีย คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ ไม ให ยินดี ยินร าย ในเวลาเห็นรูป ฟ ง
เสียง ดมกลิ่น ลิ้มรส ถูกต องสิ่งสัมผัส รู ธรรมารมณ ให เห็นสักแต ว าเห็น ได ยินสักแต ว าได ยิน ได
กลิ่นสักแต ว าได กลิ่น ลิ้มรสสักแต ว าลิ้มรส ถูกต องสัมผัสสักแต ว าสัมผัส รับรู ธรรมารมณ ก็สักแต
ว ารับรู ธรรมารมณ ไม ปรุงแต ง เติมแต มไปตามไฟแห งความปรารถนา ไฟแห งความไม ปรารถนา
และไฟแห งความลุ มหลง

2. โภชเนมัตตัญ ุตา

ความรู จักประมาณในการบริโภคใช สอยสรรพสิ่ง การตระหนักถึงความจําเป นและไม
จําเป นในการเข าไปข องเกี่ยวกับสิ่งเสพบริโภค มุ งถึงคุณค าแท มากกว าคุณค าเทียม ไม เป นการ
บริโภคเชิงสัญลักษณ ไม มีพฤติกรรมการบริโภคป ายยี่ห อต าง ๆ ที่ต องจ ายในราคาที่แพงกว าความ
เป นจริง ไม ให ฟุ มเฟ อยและไม ทําให ตนเองเดือดร อนจนเกินไป เรียกว า ความรู จักพอดี

3. ชาคริยานุโยค

การตื่นอยู ตลอดเวลา ไม เฉยชา หากแต มุ งพัฒนาชีวิตอยู ตลอดเวลา เป นคนที่มีความ
กระตือรือร น ขวนขวายหาความเจริญสําหรับตนเอง มุ งสร างคุณภาพชีวิต สมรรถภาพชีวิต และ
สุขภาพชีวิต ดําเนินชีวิตตามทางแห งวิญ ูชน ไม ทําตนเคร งเกินไป ไม ย อหย อนจนเกินไป ไม
หลับไหล ไม หลงไหลกับกระแสแห งโลก มีชีวิตอยู กับความจริง
หลักอป ณณกปฏิปทานี้ ดังที่พระพุทธเจ าตรัสไว ในอป ณณกสูตรว า

125

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุผู ประกอบด วยธรรม 3 ประการ ชื่อว า เป นผู ปฏิบัติไม ผิด และชื่อว า เธอ
ปรารภป ญญาเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เป นผู คุ มครองทวารในอินทรีย ทั้งหลาย 1 เป นผู รู จักประมาณในโภชนะ 1

เป นผู ประกอบความเพียร 1

ก็ภิกษุ ชื่อว าเป นผู คุ มครองทวารในอินทรีย ทั้งหลายอย างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ เห็นรูปด วยตาแล ว ไม ถือเอาโดยนิมิต ไม ถือเอาโดยอนุพยัญชนะ ย อมปฏิบัติ
เพื่อสํารวมจักขุนทรีย ที่เมื่อไม สํารวมแล วจะพึงเป นเหตุให อกุศลธรรมอันลามก คือ อภิชฌาและโทมนัส
ครอบงําได ย อมรักษาจักขุนทรีย ย อมถึงความสํารวมในจักขุนทรีย ฟ งเสียงด วยหูแล ว ฯลฯ
ดมกลิ่นด วยจมูกแล ว ฯลฯ ลิ้มรสด วยลิ้นแล ว ฯลฯ ถูกต อง โผฏฐัพพะด วยกายแล ว ฯลฯ
รู แจ งธรรมารมณ ด วยใจแล ว ย อมไม ถือเอาโดยนิมิต โดยอนุพยัญชนะ ย อมปฏิบัติเพื่อสํารวมม
นินทรีย ที่เมื่อไม สํารวมแล ว จะพึงเป นเหตุให อกุศลธรรมอันลามก คืออภิชฌาและโทมนัสครอบงําได
ย อมรักษามนินทรีย ย อมถึงความสํารวมในมนินทรีย
ก็ภิกษุ ชื่อว าเป นผู รู จักประมาณในโภชนะอย างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล ว ฉันอาหารไม ใช เพื่อเล น ไม ใช เพื่อจะมัวเมา ไม ใช
เพื่อจะประดับ ไม ใช เพื่อจะประเทืองผิว เพียงเพื่อกายนี้ตั้งอยู เพื่อจะให กายนี้เป นไป เพื่อจะกําจัดความ
เบียดเบียนลําบาก เพื่อจะอนุเคราะห พรหมจรรย ด วยคิดเห็นว า เราจักกําจัดเวทนาเก าเสีย และจักไม ให
เวทนาใหม เกิดขึ้น ความที่กายจักเป นไปได นาน ความเป นผู ไม มีโทษและความอยู สําราญจักเกิดมีแก เรา
ดังนี้

ก็ภิกษุชื่อว าเป นผู ประกอบความเพียรอย างไร
ภิกษุในธรรมวินัยนี้ ย อมชําระจิตให บริสุทธิ์จากอาวรณิยธรรม ด วยการเดินจงกรม ด วยการนั่ง
ตลอดวัน ย อมชําระจิตให บริสุทธิ์จากอาวรณิยธรรม ด วยการเดินจงกรม ด วยการนั่งตลอดยามต นแห ง
ราตรี ตลอดยามกลางแห งราตรี ย อมสําเร็จสีหไสยาโดยข างเบื้องขวา ซ อนเท าเหลื่อมเท า มีสติสัมปชัญญะ
ทําความหมายในอันจะลุกขึ้นไว ในใจ ย อมลุกขึ้นชําระจิตให บริสุทธิ์จากอาวรณิยธรรม ด วยการเดิน
จงกรม ด วยการนั่งตลอดป จฉิมยาม

ภิกษุประกอบด วยธรรม 3 ประการนี้แล ย อมชื่อว าเป นผู ปฏิบัติไม ผิด และชื่อว าเธอปรารภ
ป ญญาเพื่อความสิ้นอาสวะทั้งหลาย”21

2. หลักอป สเสนธรรม

“ก็อย างไร ภิกษุจึงจะชื่อว ามีธรรมเป นพนักพิง ๔ ด าน ภิกษุในพระธรรม วินัยนี้
พิจารณาแล วเสพของอย างหนึ่ง พิจารณาแล วอดกลั้นของอย างหนึ่ง พิจารณาแล วเว นของอย าง

21พระไตรป ฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุด ภาษาไทย สํานักคอมพิวเตอร มหาวิทยาลัยมหิดล. อังคุตรนิกาย เอก.-ทุก.-ติกนิ

บาต. 20/455/130.

126

หนึ่ง พิจารณาแล วบรรเทาของอย างหนึ่ง อย างนี้แล ภิกษุชื่อว ามีธรรมเป นพนักพิง ๔
ด าน”22

ธรรมที่เป นที่พึ่งพิงได ในยามประสบกับสิ่งต าง ๆ ที่เข ามาในชีวิตในหลายรูปแบบ ในการ
เผชิญกับสิ่งเหล านั้น จําเป นต องมีความรอบคอบและใช วิจารณญาณในการเลือกบริโภคหรือเข าไป
เกี่ยวข องไม ทางใดก็ทางหนึ่ง แนวทางที่นี้ จึงเป นเหมือนพนักพิงของเก าอี้สําหรับพิงกันล ม หรือใน
ยามพักผ อน เรียกว า อป สเสนธรรม
การมีธรรมเป นที่พึ่งพิงในการดําเนินชีวิต จึงเท ากับเป นการปฏิบัติธรรมสองสถานะที่ซ อน
กันอยู ประการแรกเป นการทําตามคําปฏิญญาที่ตนเองได ให ไว กับพระพุทธศาสนา การขอถึงพระ
ธรรมว าเป นที่พึ่ง ที่ว า ธมฺมํ สรณํ คจฺฉามิ ประการที่สอง เป นการปฏิบัติธรรมให สมกับคําปฏิญญา
ที่ให ไว อย างเป นรูปธรรม ไม เป นแต เพียงการเปล งวาจาไว เท านั้น หากแต เป นการประพฤติตนให
สมกับความเป นพุทธศาสนิกชนในระดับหนึ่ง การมีธรรมเป นที่พึ่ง จึงเป นการพึ่งตนเองได โดย
สมบูรณ เพราะว า ธรรมะจะเป นที่พึ่งของมนุษย ได อย างแท จริงนั้น มนุษย จะต องนําธรรมะมา
ปฏิบัติในชีวิตประจําวัน จึงจะถือว าเป นที่พึ่งได
ในยามวิกฤติแห งชีวิต คงไม เป นการยากที่จะถอยมาหนึ่งก าวแล วเพื่อที่จะใช วิจารณญาณ
เพ งพินิจพิจารณาหาทางออกที่ดีกว า ดังที่ซุนหวู กล าวไว ว า “หยุดเพื่อต อนรับ ดีกว าขยับไปตก
หลุมพราง”

อป สเสนธรรมมี 4 แนวทางตามนัยพระบาลีที่กล าวอ างในข างต นคือ
1. พิจารณาแล วเสพ
2. พิจารณาแล วอดกลั้น
3. พิจารณาแล วเว น
4. พิจารณาแล วบรรเทา
การที่มนุษย จะเสพสิ่งใดสิ่งหนึ่ง โดยเครื่องใช ไม สอยต าง ๆ ตั้งแต เครื่องนุ งห ม เป นต น
ต องพิจารณาให รอบคอบแล วเสพใช สอยสิ่งที่ควรใช สอย โดยตระหนักถึงคุณค าที่แท จริงสิ่งที่จะ
เสพบริโภคนั้นเป นประการสําคัญ ไม ได เสพเพื่อมุ งตอบสนองความต องการของตนเป นหลัก แต ใช
เท าที่มีความจําเป นมากที่สุดสําหรับชีวิต
บางเรื่องที่เกี่ยวพันกับชีวิตที่ไม สามารถหลีกเลี่ยง เปลี่ยนแปลงแก ไขด วยตัวเราเองเพราะ
พ นวิสัย พ นอํานาจของมนุษย ธรรมดา จําต องสร างคุณธรรมคือ การอดกลั้นสิ่งที่ควรที่จะอดกลั้น
ต อเรื่องราวเหล านั้น เช น ความหนาว ความร อน เป นต น
บางอย างที่ควรเว นก็ต องเว นให ห างไกล เพราะอาจเป นอันตรายแก ชีวิตและทรัพย สินได

เช น ช างที่ดุร าย เป นต น

22 พระไตรป ฎกฉบับสมาคมศิษย มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/236,361,472.

127

บางอย างที่เป นความรู สึกที่เกิดขึ้นในใจ ทําให จิตใจตกต่ําอยู ตลอดเวลา ถ าปล อยไว อาจทํา
ให กลายเป นคนหมกหมุ นกับสิ่งนั้น จนทําให เสียทั้งสุขภาพกายและสุขภาพใจ เช น ความครุ นคิด
แต เรื่องกามราคะเป นต น23

ในมัชฌิมนิกาย มูลป ณณาสก ได อธิบายสิ่งที่ควรละด วยการพิจารณาแล วเสพ อดกลั้น เว น

และบรรเทา ไว ดังนี้

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล าไหน ที่จะพึงละได เพราะการพิจารณาเสพ ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล ว เสพจีวรเพียงเพื่อกําจัดหนาว ร อน สัมผัส
แห งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว เลื้อยคลาน เพียงเพื่อจะปกป ดอวัยวะที่ให ความละอายกําเริบ
พิจารณาโดยแยบคายแล ว เสพบิณฑบาตมิใช เพื่อจะเล น มิใช เพื่อมัวเมา มิใช เพื่อประดับ มิใช เพื่อ
ตบแต ง เพียงเพื่อให กายนี้ดํารงอยู เพื่อให เป นไป เพื่อกําจัดความลําบาก เพื่ออนุเคราะห แก พรหมจรรย
ด วยคิดว า จะกําจัดเวทนาเก าเสียด วย จะไม ให เวทนาใหม เกิดขึ้นด วย ความเป นไป ความไม มีโทษ และ
ความอยู สบายด วย จักมีแก เรา ฉะนี้

พิจารณาโดยแยบคายแล ว เสพเสนาสนะ เพียงเพื่อกําจัดหนาวร อน สัมผัสแห งเหลือบ ยุง ลม
แดด และสัตว เลื้อยคลาน เพียงเพื่อบรรเทาอันตรายแต ฤดู เพื่อรื่นรมย ในการหลีกออกเร นอยู
พิจารณาโดยแยบคายแล ว เสพบริขาร คือ ยาอันเป นป จจัยบําบัดไข เพียงเพื่อกําจัดเวทนาที่เกิดแต
อาพาธต างๆ ที่เกิดขึ้นแล ว เพื่อความเป นผู ไม มีอาพาธเบียดเบียนเป นอย างยิ่ง.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความคับแค นเหล าใด พึงบังเกิดขึ้นแก ภิกษุ
นั้นผู ไม พิจารณาเสพป จจัยอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความคับแค นเหล านั้น ย อม
ไม มีแก ภิกษุนั้น ผู พิจารณาเสพอยู อย างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล านี้ เรากล าวว า จะพึงละได เพราะ
การพิจารณาเสพ.

ก็อาสวะเหล าไหน ที่จะพึงละได เพราะความอดกลั้น ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล วเป นผู อดทนต อหนาว ร อน หิว ระหาย สัมผัส
แห งเหลือบ ยุง ลม แดด และสัตว เลื้อยคลาน เป นผู มีชาติของผู อดกลั้นต อถ อยคําที่ผู อื่นกล าวชั่ว ร ายแรง
ต อเวทนาที่มีอยู ในตัว ซึ่งบังเกิดขึ้นแล ว เป นทุกข กล า แข็ง เผ็ดร อน ไม เป นที่ยินดี ไม เป นที่ชอบใจ อาจ
พล าชีวิตเสียได .

ก็อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความคับแค นเหล าใด พึงบังเกิด ขึ้นแก ภิกษุนั้นผู ไม อดกลั้น
อยู อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความคับแค นเหล านั้น ย อมไม มี แก ภิกษุนั้น ผู อดกลั้นอยู อย างนี้ อา
สวะเหล านี้ เรากล าวว า จะพึงละได เพราะความอดกลั้น.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ก็อาสวะเหล าไหนที่จะพึงละได เพราะความเว นรอบ ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล วเว นช างที่ดุร าย ม าที่ดุร าย โคที่ดุร าย สุนัขที่ดุ
ร าย งู หลักตอ สถานที่มีหนาม บ อ เหว แอ งน้ําครํา บ อน้ําครํา เพื่อนพรหมจรรย ผู เป นวิญ ูชนทั้งหลาย
พึงกําหนดลงซึ่งบุคคลผู นั่ง ณ ที่มิใช อาสนะเห็นปานใด ผู เที่ยวไป ณ ที่มิใช โคจรเห็นปานใด ผู คบมิตรที่

23 สุมังคลวิลาสินี 3/308/204.

128

ลามกเห็นปานใด ในสถานทั้งหลายอันลามก ภิกษุนั้น พิจารณาโดยแยบคายแล ว เว นที่มิใช อาสนะนั้น ที่
มิใช โคจรนั้น และมิตรผู ลามกเหล านั้น ดูกรภิกษุทั้งหลาย จริงอยู อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความ
คับแค นเหล าใด พึงบังเกิดขึ้นแก ภิกษุนั้น ผู ไม เว นสถานหรือบุคคลอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร าร อน
อันกระทําความคับแค นเหล านั้น ย อมไม มีแก ภิกษุนั้นผู เว นรอบอยู อย างนี้ อาสวะเหล านี้ เรากล าวว า จะ
พึงละได เพราะการเว นรอบ

ก็อาสวะเหล าไหนที่จะพึงละได เพราะความบรรเทา ?
ภิกษุในพระธรรมวินัยนี้ พิจารณาโดยแยบคายแล วย อมอดกลั้น ย อมละ ย อมบรรเทากามวิตกที่
เกิดขึ้นแล ว ทําให สิ้นสูญ ให ถึงความไม มี
ย อมอดกลั้น ย อมละ ย อมบรรเทาพยาบาทวิตกที่เกิดขึ้นแล ว ทําให สิ้นสูญ ให ถึงความไม มี
ย อมอดกลั้น ย อมละ ย อมบรรเทาวิหิงสาวิตกที่เกิดขึ้นแล ว ทําให สิ้นสูญ ให ถึงความไม มี
ย อมอดกลั้น ย อมละ ย อมบรรเทาธรรมที่เป นบาปอกุศลที่บังเกิดขึ้นแล ว ทําให สิ้นสูญ ให ถึงความ

ไม มี

ก็อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความคับแค นเหล าใด พึงบังเกิดขึ้นแก ภิกษุนั้น ผู ไม บรรเทา
ธรรมอันใดอันหนึ่ง อาสวะและความเร าร อนอันกระทําความคับแค นเหล านั้น ย อมไม มีแก ภิกษุผู บรรเทา
อยู อย างนี้ ดูกรภิกษุทั้งหลาย อาสวะเหล านี้ เรากล าวว า จะพึงละได เพราะความบรรเทา”24

ชีวิตที่ไม พลั้งพลาด หรือไม ก าวถลําไปในทางที่ไม ดี ไม เหมาะสม ที่ไม สร างความก าวหน า
ความสงบสุขให แก ชีวิต ที่สําคัญที่สุดที่เราเห็นได จากบาลีข างต นนั้น หลักธรรมที่แฝงอยู ใน
ข อความเหล านั้น ก็คือ ความไม ประมาท นั่นเอง ในการดําเนินชีวิตไม ว าจะทําอะไร จะพูดอะไร จะ
คิดอะไร ถ าตั้งอยู ในความไม ประมาทอยู เป นนิตย แล ว การที่จะเกิดความผิดพลาด ที่จะก อให เกิด
ความเสียหายในกิจการต าง ๆ ย อมเกิดขึ้นได ยาก เพราะฉะนั้น จึงควรเตือนสติเตือนจิตใจของเราอยู
เสมอด วยป จฉิมโอวาทของพระพุทธเจ าที่ว า “บัดนี้เราขอเตือนพวกเธอ สังขารทั้งหลายมีความ
เสื่อมเป นธรรมดา พวกเธอจงยังความไม ประมาทให ถึงพร อม”25

6. ชีวิตกับความสุข

“นตฺถิ สนฺติปรํ สุขํ ความสุขอย างอื่นนอกจากความสงบ ไม มี”26
“ความสุขโลกีย นั้นมีชั่วคราว ความสุขยืนยาวต องเข าหาธรรม”27

เป าหมายสูงสุดของชีวิตมนุษย สามารถกล าวได ว า คือความสุข ในพระพุทธศาสนาเองแม
จะยืนยันในเป าหมายสูงสุดคือ ความหลุดพ นจากความทุกข ที่เรียกว า วิมุตติ หรือนิพพาน อย างไร

24 มัชฌิมนิกาย มูลป ณณาสก . 12/14-17/17-18
25 ทีฆนิกาย มหาวรรค. 10/107/141.
26 ขุททกนิกาย ธรรมบท 25/24/41.
27 สุภาษิตจากต นไม พูดได ในวัดสันต นดู 2525.

129

ก็ตาม ผลที่ได จากการหลุดพ นจากความทุกข นั้น ก็คือ ความสุขที่เกิดขึ้นในป จจุบันชีวิต และไม ต อง
กลับมาเกิดอีกเมื่อสิ้นสุดการมีชีวิตในป จจุบัน
ดังนั้น ในพระพุทธศาสนา จึงจําแนกความสุขออกเป นสองระดับด วยกันคือ
1. ความสุขที่อิงอาศัยอามิสสิ่งของเรียกว า สามิสสุข หรือที่เข าใจกันในภายหลังว า โลกีย
สุข คือ ความสุขแบบชาวโลกที่พึงมีพึงเป น
2. ความสุขที่ไม ต องอิงอาศัยอามิสสิ่งของที่เรียกว า นิรามิสสุข หรือที่เข าใจกันใน
ภายหลังว า โลกุตรสุข ความสุขที่ไม เหมือนกับความสุขของชาวโลกทั่วไป 28
ในความสุขทั้งสองระดับนี้ ได วางไว เพื่อเป นทางเลือกให กับคนทั่วไป ขึ้นอยู กับความ
ต องการของแต ละบุคคลว าจะต องการและสามารถเข าถึงความสุขในระดับไหน โดยเฉพาะอย างยิ่ง
ได นําเสนอแนวทางการจะมีความสุขในแต ละระดับเอาไว อย างไรก็ตาม พระพุทธเจ า ก็ยัง
สรรเสริญความสุขระดับที่สองคือ นิรามิสสุข ซึ่งหมายถึง ความสุขที่เกิดจากการบรรลุถึงภาวะแห ง
นิพพาน แต ในขณะเดียวกัน ถ ามีความต องการเพียงความสุขแบบโลก ๆ ทั่วไป นั่นก็ขึ้นอยู กับ
ความต องการและความสามารถของแต ละบุคคล
แนวความคิดในทางพระพุทธศาสนาที่เกี่ยวกับความสุขแบบที่ยังต องอาศัยอามิสสิ่งของ
หรือความสุขแบบโลกีย นั้น จะปรากฎชัดในคําสอนที่กล าวถึงความสุขของคฤหัสถ หรือคนครอง
เรือน ซึ่งได แก ประชาชนทั่ว ๆ ไป ถือได ว า ความสุขแบบชาวบ านธรรมดานี้ เป นความสุขขั้น
พื้นฐานและเป นความสุขที่พึงเกิดขึ้นในป จจุบันชีวิต
คิหิสุข : ความสุขของคฤหัสถ มี 4 ประการ คือ
1. ความสุขเกิดจากการมีทรัพย สมบัติ เรียกว า อัตถิสุข (bliss of ownership)

หมายถึง ความภูมิใจ เอิบอิ่มใจ ในความพรั่งพร อม ความสมบูรณ ความมั่งคั่ง ใน
สิ่งจําเป นสําหรับชีวิตไม ฝ ดเคืองและไม ขัดสนจนเกินไป โดยเฉพาะอย างยิ่ง ความบริบูรณ ของ
ป จจัยเครื่องยังชีพที่จําเป นพื้นฐาน 4 ประการ ได แก อาหาร เครื่องนุ งห ม ที่อยู อาศัย และยารักษา
โรค นอกจากป จจัยทั้ง 4 ประการนี้ ก็มีความพร อมตามสมควรแก จําเป นในแต ละยุคแต ละสมัย
แล วแต ความเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา แต ข อสําคัญก็คือ ต องก อให เกิดประโยชน แก ชีวิตและ
ความสงบสุขของสังคมที่แท จริง

การที่จะได มาซึ่งทรัพย สมบัตินั้น ในพระพุทธศาสนาก็ได มีแนวทาง 4 ประการ คือ
1. อุฏฐานสัมปทา ขยัน หมั่นเพียร

28 อังคุตรนิกาย ทุกนิบาต. 20/313/101.

130

2. อารักขสัมปทา รักษา
3. กัลยาณมิตตตา คบคนดี
4. สมชีวิตา

เลี้ยงชีวิตแต พอดี

2. ความสุขเกิดจากการใช จ ายทรัพย เรียกว า โภคสุข (bliss of enjoyment)

คนที่มีทรัพย สมบัติมากมายนั้น หาได ไม ยากนัก แต คนที่ใช จ ายทรัพย เป นนั้น หาได
ยากกว า หมายความว า คนที่ใช จ ายทรัพย ให เป นประโยชน และเกิดประโยชน อย างคุ มค าและ
ครอบคลุมนั้น หาได ยาก เพราะบางทีก็เกิดความหวงแหนในทรัพย สมบัติก็เกิดความตระหนี่และ
เสียดายที่จะใช จ ายซื้ออะไรลงไป บางทีก็ใช จ ายโดยไม คิดหน าคิดหลัง สุรุ ยสุร าย ฟุ มเฟ อย หมดไป
กับสิ่งที่ไม มีความจําเป นต อชีวิต แต มุ งตอบสนองความต องการบางอย างที่มามีอํานาจเหนือจิตใจ
วิธีการใช จ ายทรัพย สมบัติอย างคุ มค า พระพุทธเจ าทรงชี้แนวทางในการจัดสรรทรัพย
สมบัติใช จ ายที่ก อให เกิดประโยชน มากที่สุดเรียกว า โภควิภาค โดยให แบ งทรัพย สมบัติออกเป น 4
ส วนและใช จ ายในแต ละส วนที่ได รับการจัดสรรแล วเป นส วน ๆ ไป ดังนี้
1. หนึ่งส วน ใช จ ายเลี้ยงตน เลี้ยงคนที่ควรเลี้ยง
1.1 เลี้ยงมารดาบิดา
1.2 เพื่อนฝูง
1.3 ปกป อง บําบัดอันตราย
1.4 ทําพลี คือ เสียสละเพื่อบํารุงและบูชา
1.4.1 ญาติพลี สงเคราะห ญาติ
1.4.2 อติถิพลี ต อนรับแขก
1.4.3 ปุพพเปตพลี ทําบุญอุทิศผู ล วงลับ
1.4.4 ราชพลี บํารุงราชการด วยการเสียภาษีอากร
1.4.5 เทวตาพลี ถวายเทวดา ตามคติความเชื่อของตน
1.5 อุปถัมภ บํารุงพระสงฆ และบรรพชิตผู ประพฤติดี
2. สองส วน ใช เป นทุนประกอบการงาน สร างงาน สร างฐานของทรัพย ต อไป เป นทุน
ในการหมุนเวียนเพื่อให เกิดดอกผลในการประกอบอาชีพในลักษณะต าง ๆ ที่ตน
ถนัดและความต องการที่จะทํา
3. หนึ่งส วน เก็บไว ใช ในคราวจําเป น ในความฉุกเฉิน หรือในยามเจ็บไข ได ป วย ใน
ยามเกิดอันตราย 29

29 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/197/202.

131

3. ความสุขเกิดจากการไม มีหนี้ เรียกว า อนณสุข (bliss of debtlessness)

ความภาคภูมิใจ เอิบอิ่มใจในความเป นไท ไม มีหนีสิ้นติดค างใคร ที่เป นในแง ของ
ทรัพย สินเงินทองที่เป นค าครองชีพ ค าใช จ ายในการประกอบกิจการงาน เพราะการเป นหนี้ ถือว า
เป นความทุกข อย างหนึ่งของมนุษย ในโลก 30 ผู ที่เป นหนี้เขาไม สามารถที่มีอิสระในการดําเนินชีวิต
ไม อาจที่จะไปในที่ไหน ๆ โดยสบายใจ ไม มีความหวาดระแวงได เพราะฉะนั้น การไม เป นหนี้ จึง
ถือว า เป นอิสระ มีการจัดการดี และมีความพอดีในการดําเนินชีวิต

4. ความสุขเกิดจากการประพฤติไม มีโทษ เรียกว า อนวัชชสุข (bliss of
blamelessness)

ความประพฤติที่สุจริตทั้งทางกาย วาจา และใจ ถือว า เป นสิ่งที่ทําให เกิดความสุขแก
มนุษย มากที่สุด เรียกว า เงยหน า ไม อายฟ า ก มหน าไม อายดิน การมีชีวิตที่ไม ต องหลบซ อนสังคม
และแม กระทั้งหลบซ อนตัวเอง ไม ต องคอยป ดบัง กลบเกลื่อนความรู สึกของตนเอง ความสุขชนิดนี้
จะเกิดขึ้นได มนุษย ต องดําเนินชีวิตมีชีวิตอยู บนฐานของความถูกต องถูกธรรม โดยมีหลักการอยู ใน
ใจตนเองตลอดเวลาต อพฤติกรรมของตนเอง คือ

30 อังคุตรนิกาย ป ญจกนิบาต. 22/316/364. ดังข อสนทนาระหว างพระพุทธเจ ากับภิกษุว า
“พระผู มีพระภาคตรัสว า ภิกษุทั้งหลาย ความเป นคนจน เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก
ภิกษุทั้งหลาย กราบทูลว า อย างนั้น พระเจ าข า ฯ
พ. ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร ย อมกู ยืม แม การกู ยืม ก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก ฯ
ภิ. อย างนั้น พระเจ าข า ฯ
พ. ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร กู ยืมแล วย อมรับใช ดอกเบี้ย แม การรับใช ดอกเบี้ยก็เป นทุกข ของผู บริโภคกาม

ในโลก ฯ

ภิ. อย างนั้น พระเจ าข า ฯ
พ. ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร รับใช ดอกเบี้ยแล ว ไม ใช ดอกเบี้ยตามกําหนดเวลา เจ าหนี้ทั้งหลายย อมทวงเขา
แม การทวงก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก ฯ
ภิ. อย างนั้น พระเจ าข า ฯ
พ. ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร ถูกเจ าหนี้ทวงไม ให เจ าหนี้ทั้งหลายย อมติดตามเขา แม การติดตามก็เป นทุกข ของ

บุคคลผู บริโภคกาม ในโลก ฯ

ภิ. อย างนั้น พระเจ าข า ฯ
พ. ภิกษุทั้งหลาย คนจนเข็ญใจยากไร ถูกเจ าหนี้ติดตามทันไม ให ทรัพย เจ าหนี้ทั้งหลายย อมจองจําเขา แม การจองจําก็

เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก ฯ
ภิ. อย างนั้น พระเจ าข า ฯ
พ. ภิกษุทั้งหลาย แม ความเป นคนจนก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก แม การกู ยืมก็เป นทุกข ของบุคคล
ผู บริโภคกามในโลก แม การรับใช ดอกเบี้ยก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก แม การทวงก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกาม
ในโลก แม การติดตามก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก แม การจองจําก็เป นทุกข ของบุคคลผู บริโภคกามในโลก”

132
1. เว นจากการประพฤติที่มิชอบทั้งทางกาย วาจา และใจ
2. มีความประพฤติไม บกพร อง ไม เสียหาย
3. ตนเองก็ติเตียนตัวเองไม ได
4. ผู รู ก็ติเตียนไม ได
ดังจะเห็นได จากพระบาลีที่พระพุทธเจ าตรัสถึงการทําตนให เป นสุขโดยวิธีต าง

โดยเฉพาะวิธีที่ไม ชอบ และพระพุทธเจ าทรงตําหนิไว ดังนี้

“การประกอบตนให ติดเนื่องในความสุขนั้นเป นไฉน เพราะว า แม การประกอบตนให ติดเนื่องใน
ความสุขมีมากหลายอย างต าง ๆ ประการกัน
การประกอบตนให ติดเนื่องในความสุข 4 อย างเหล านี้ เป นของเลว เป นของชาวบ าน เป นของ
ปุถุชน มิใช ของพระอริยะ ไม ประกอบด วยประโยชน ไม เป นไปเพื่อความหน าย เพื่อความคลายกําหนัด
เพื่อความดับ เพื่อความสงบระงับ เพื่อความรู ยิ่ง เพื่อความตรัสรู เพื่อพระนิพพาน :
คนพาลบางคนในโลกนี้ ฆ าสัตว แล วยังตนให ถึงความสุข ให เอิบอิ่มอยู ข อนี้ เป นการประกอบ

ตนให ติดเนื่องในความสุขข อที่ 1

คนพาลบางคนในโลกนี้ถือเอาสิ่งของที่เจ าของไม ได ให แล ว ยังตนให ถึงความสุข ให เอิบอิ่มอยู
ข อนี้ เป นการประกอบตนให ติดเนื่องในความสุขข อที่ 2
คนพาลบางคนในโลกนี้ กล าวเท็จแล ว ยังตนให ถึงความสุขให เอิบอิ่มอยู ข อนี้เป นการประกอบ

ตนให ติดเนื่องในความสุขข อที่ 3

คนพาลบางคนในโลกนี้ เป นผู เพรียบพร อมพรั่งพร อมบําเรออยู ด วยกามคุณทั้ง 5 ข อนี้ เป นการ
ประกอบตนให ติดเนื่องในความสุขข อที่ 4”31

31 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค 11/114/120.

บทที่ 6
พุทธธรรมกับสัมพันธภาพทางสังคม

จะช วยใคร จงช วยให เขาพึ่งตนเองได ไม ใช ช วยจนเขากลายเป นนักรอรับความช วยเหลือ
จะช วยใคร จงช วยให เขาเข มแข็งขึ้น ไม ใช ช วยให เขาอ อนแอลง 1

เป นข อเท็จจริงที่ยากจะปฏิเสธได ว า มนุษย เป นสัตว สังคม ตามที่ปราชญ ท านได กล าวไว
ที่มีความจําเป นที่จะอาศัยกันและกันทั้งทางตรงและทางอ อม อยู รวมกันเป นกลุ ม เป นชุมชนที่
เป นไปโดยธรรมชาติ แม มนุษย ไม ได ตั้งใจจะให เกิดเป นสังคมก็ตาม แต ความเป นชุมชนก็เกิดขึ้น
โดยตัวของมันเองโดยความเป นผลที่มาจากการที่มนุษย ต องการสนองความต องการทางเพศตาม
ธรรมชาติและการสืบต อวงศ ตระกูล จึงก อให เกิดหน วยเล็ก ๆ คือครอบครัวขึ้น ซึ่งเป นหน วยหนึ่งที่
ทําให เกิดความเป นสังคมขึ้น ความเป นสังคมมิอาจปฏิเสธได เมื่อองค ประกอบของสังคมเริ่มก อตัว
ขึ้น

มนุษย อาจจะไม รู สึกตัวด วยซ้ําไปว าตนได เป นผู สร างสังคมขึ้นมา กว าจะสํานึกได ก็มีผู คน
มากมายและเป นป จจัยที่ก อป ญหาในการอยู ร วมกันติดตามมา การอยู รวมกันมีทั้งที่น าปรารถนา
และไม น าปรารถนา ในหลาย ๆ สังคมก็ต างคิดเพื่อแก ป ญหาภายในสังคมของตนเองในระดับ
สังคมที่เล็กสุดจนถึงใหญ สุด โดยอาศัยกลุ มปราชญ ผู ที่ได รับการเคารพนับถือและยอมรับของคน
ในสังคม ที่ได ช วยกันวางแนวทางเพื่อก อให เกิดความสัมพันธ ที่น าพึงพอใจและพึงประสงค ขึ้น ใน
ขณะเดียวกันก็หามาตรการในการป องกันและการลงโทษผู มิประสงค ดีที่ทําให เกิดความเดือดร อน
ต อชุมชน

มาตรการต าง ๆ ที่เกิดขึ้นในแต ละสังคม จะแสดงออกมาในลักษณะที่เป นความเชื่อ
ประเพณี วัฒนธรรมและกฎหมาย หรืออื่นใดตามแต จะกําหนดขึ้นมาเป นบรรทัดฐานที่ตกลง
ร วมกัน วิวัฒนาการเพื่อแสวงหาความสงบสุขให แก สังคมเป นไปตามตัวแปรสําคัญก็คือ มนุษย
กาลเวลาและสถานที่ รวมทั้งกระบวนการศึกษาที่กําหนดในแต ละสังคม ที่ช วยให มนุษย ได คิดได
พัฒนาการขึ้น จากบทเรียนหนึ่งไปสู อีกบทเรียนหนึ่งและให เกิดบทเรียนต อ ๆ ไป
ชีวิตมนุษย จึงก อกําเนิดในท ามกลางหมู ชนอยู แล ว และก็ไม ได เกิดขึ้นโดยไม มีเหตุป จจัย
กระบวนการทุกอย างล วนมีเหตุของมันทั้งสิ้น

ป จจัยที่ใกล ตัวที่สุดและมองเห็นได ชัดเจนก็คือ
ความสัมพันธ ระหว างคนสองคนคือพ อและแม หรือหญิงและชาย สะท อนให เห็นถึงว า ชีวิตมนุษย
เป นภาพของความสัมพันธ ความเชื่อมโยงกับอีกหลายสิ่งอย างหลีกเลี่ยงไม ได นอกเหนือไปจาก

1 พระธรรมป ฎก (ป.อ.ปยุตฺโต). การศึกษาเพื่ออารยธรรมที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม. พิมพ ครั้งที่ 3/2539

หน า 92.

นั้น ยังมีป จจัยสัมพันธ ที่ไม อาจรับรู ได ด วยตา หู จมูก ลิ้น และกาย แต ทว าสามารถรับรู และเข าใจ
ได ด วยใจที่มีเหตุผลและหยั่งรู ถึง ป จจัยที่ว านั้น ก็คือ “พลังกรรม” ซึ่งเป นพลังขับเคลื่อนทําให เกิด
ดึงดูดให มีการปฏิสนธิของสรรพสัตว ดังที่พระพุทธองค ได แสดงความที่พลังกรรมเป นป จจัยที่ทําให
ชีวิตมนุษย และสัตว มีการสืบต อในภพต าง ๆ ระหว างคนที่ทําดีกับคนที่ชั่วเอาไว ว า

“สัตว เหล านี้ ประกอบด วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ า เป นมิจฉาทิฐิ
ยึดถือการกระทําด วยอํานาจมิจฉาทิฐิ เบื้องหน าแต ตายเพราะกายแตก เขาย อมเข าถึงอบาย ทุคติ
วินิบาต นรก

ส วนสัตว เหล านี้ ประกอบด วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม ติเตียนพระอริยเจ า เป น
สัมมาทิฐิ ยึดถือการกระทําด วยอํานาจสัมมาทิฐิ เบื้องหน าแต ตายเพราะกายแตก เขาย อมเข าถึงสุคติโลก
สวรรค ”2

ข อความนี้มุ งแสดงให เห็นสาเหตุของการเกิดในภพต าง ๆ ของมนุษย แม จะเป นพลังที่ไม
สามารถรับรู ได แต ก็มาจากการกระทําของมนุษย เองที่เป นตัวแปรให เกิดพลังกรรมหรือพลังของ
การกระทําของมนุษย เอง ที่จะเป นตัวแปรหนึ่งที่จะทําให เกิดขึ้นตามตัวแปรนั้น โดยเฉพาะอย างยิ่ง
ถ ามนุษย ตั้งอยู ในการทําความดีและด วยพลังกรรมดีนั้นนําส งให เกิดในหมู มนุษย อีก ในมัชฌิม
นิกาย มูลป ณณาสก พระพุทธเจ าทรงแสดงเหตุแห งการเกิดในครรภ และความสัมพันธ ของมนุษย
กับสิ่งอื่น ๆ จนกระทั่งการรับรู สิ่งรอบตัวไว ดังนี้

“ภิกษุทั้งหลาย เพราะความประชุมพร อมแห งป จจัย 3 ประการ ความเกิดแห งทารกก็มี ในสัตว
โลกนี้ มารดาบิดาอยู ร วมกัน แต มารดายังไม มีระดู และทารกที่จะมาเกิด ยังไม ปรากฏ ความเกิดแห ง
ทารก ก็ยังไม มีก อน ในสัตว โลกนี้ มารดาบิดาอยู ร วมกัน มารดามีระดู แต ทารกที่จะมาเกิดยังไม ปรากฏ
ความเกิดแห งทารก ก็ยังไม มีก อน

เมื่อใดมารดาบิดาอยู ร วมกันด วย มารดามีระดูด วย ทารกที่จะมาเกิดก็ปรากฏด วย เพราะความ
ประชุมพร อมแห งป จจัย 3 ประการอย างนี้ ความเกิดแห งทารกจึงมี ภิกษุทั้งหลาย มารดาย อมรักษาทารก
นั้นด วยท องเก าเดือนบ าง สิบเดือนบ าง เมื่อล วงไปเก าเดือน หรือสิบเดือน มารดาก็คลอดทารกผู เป น
ภาระหนักนั้น ด วยความเสี่ยงชีวิตมาก และเลี้ยงทารกผู เป นภาระหนักนั้นซึ่งเกิดแล ว ด วยโลหิตของตน
ด วยความเสี่ยงชีวิตมาก.

น้ํานมของมารดานับเป นโลหิตในอริยวินัย
กุมารนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห งอินทรีย ทั้งหลาย ย อมเล นด วยเครื่องเล นสําหรับ
กุมาร คือ ไถเล็ก ตีไม หึ่ง หกขะเมน จังหัน ตวงทราย รถเล็ก ธนูเล็ก
กุมารนั่นนั้นอาศัยความเจริญและความเติบโตแห งอินทรีย ทั้งหลาย พรั่งพร อม บําเรออยู ด วย

กามคุณ 5 คือ

2 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค.11/27

รูปที่รู แจ งด วยจักษุ อันน าปรารถนา น าใคร น าชอบใจ น ารัก ประกอบด วยกามเป นที่ตั้งแห ง
ความกําหนัดและความรัก เสียงที่รู แจ งด วยโสต ... กลิ่นที่รู แจ งด วยฆานะ ... รสที่รู แจ งด วยลิ้น ...
โผฏฐัพพะที่รู แจ งด วยกาย อันน าปรารถนา น าใคร น าชอบใจ น ารัก ประกอบด วยกาม เป นที่ตั้งแห งความ
กําหนัดและความรัก

กุมารนั้น เห็นรูปด วยจักษุแล ว ย อมกําหนัดในรูปที่น ารัก ย อมขัดเคืองในรูปที่น าชัง …
ได ยินเสียงด วยโสต ย อมกําหนัดในเสียงที่น ารัก ย อมขัดเคืองในเสียงที่น าชัง...
ดมกลิ่นด วยฆานะ ย อมกําหนัดในกลิ่นที่น ารัก ย อมขัดเคืองในกลิ่นที่น าชัง…
ลิ้มรสด วยลิ้น ย อมกําหนัดในรสที่น ารัก ย อมขัดเคืองในรสที่น าชัง ...
ถูกต องโผฏฐัพพะด วยกายย อมกําหนัดในโผฏฐัพพะที่น ารัก ย อมขัดเคืองในโผฏฐัพพะที่น าชัง...
รู แจ งธรรมารมณ ด วยใจแล ว ย อมกําหนัดในธรรมารมณ ที่น ารัก ย อมขัดเคืองในธรรมารมณ ที่น า
ชัง ย อมเป นผู มีสติในกายไม ตั้งมั่น และมีจิตเป นอกุศลอยู ย อมไม ทราบชัดเจโตวิมุตติป ญญาวิมุตติ อัน
เป นที่ดับหมดแห งเหล าอกุศลธรรมอันลามกตามความเป นจริง
เขาเป นผู ถึงพร อมซึ่งความยินดียินร ายอย างนี้ เสวยเวทนาอย างใดอย างหนึ่ง เป นสุขก็ดี เป น
ทุกข ก็ดีมิใช ทุกข มิใช สุขก็ดี ย อมเพลิดเพลิน บ นถึง ติดใจ เวทนานั้นอยู เมื่อกุมารนั้นเพลิดเพลิน บ นถึง
ติดใจเวทนานั้นอยู ความเพลิดเพลินก็เกิดขึ้น
ความเพลิดเพลินในเวทนาทั้งหลายเป นอุปาทาน เพราะอุปาทานเป นป จจัย จึงมีภพ เพราะภพ
เป นป จจัย จึงมีชาติ เพราะชาติเป นป จจัย จึงมีชรา มรณะ โสกะ ปริเทวะ ทุกข โทมนัสและอุปายาส ความ
เกิดแห งกองทุกข ทั้งสิ้นนั้น ย อมมีได ” 3

จะเห็นได ว า เมื่อมนุษย อยู ในครรภ มารดานั้น ก็อาศัยครรภ มารดาเป นที่อยู อาศัย อาศัย
ข าวน้ําอาหารที่กลั่นเป นน้ํานมของมารคา คลอดออกจากครรภ มารดา ก็ต องอาศัยการเลี้ยงดูเอา
ใจใส จากพ อแม พี่น องจึงสามารถเติบโตเป นมนุษย ขึ้นมาได ลําพังตัวมนุษย เองไม สามารถเติบโต
ขึ้นเองได จนกระทั่งจบชีวิตในภพนี้ล วนอาศัยป จจัยสัมพันธ ที่ก อและสะสมไว เป นกระแสชีวิตที่คอย
ขับเคลื่อนไปในภพต อไป ไม มีที่สิ้นสุดตราบเท าที่พลังกรรมที่เป นสาเหตุยังคงเป นไปอยู
ป ญหาหรือที่พระพุทธเจ าเรียกว า “กองทุกข ” นั้น จะเกิดขึ้นได ก็เหตุต าง ๆ เป นป จจัยให แก
กันและกันและเป นป จจัยที่เป นไปตามสัญชาตญาณ ถ ากระบวนการรับรู ของมนุษย ไม ได รับการ
ฝ กฝนอบรมในทิศทางที่เหมาะสมแล ว กองทุกข ต าง ๆ ที่จะมีมาพร อมกับการเกิดของมนุษย ย อมมี
มากมายที่ผ านเข ามาทางประสาทสัมผัสของมนุษย นั่นเอง
จากที่ได กล าวมานั้นจะเห็นว า การที่มนุษย ผู ใดผู หนึ่งบอกว า ตนเองเป นอิสระ ไม อาศัย
ใคร ไม อาศัยอะไรเลยนั้น ในความเป นจริงเป นเพียงคําพูดที่พูดได เท านั้น แต เป นคําพูดที่ไม สอดรับ
กับความเป นจริงและออกจะเป นคําพูดเท็จโดยไม รู สึกตัวเพราะไม เข าใจถึงกฎของธรรมดาของชีวิต

3 มัชฌิมนิกาย มูลป ณณาสก 12/452-453.

ดังกล าว และเป นคําพูดของคนเห็นแก ตัวที่ถือเอาตนเป นใหญ เอาใจตนเองเป นหลัก เพราะโดย
ธรรมชาติของมนุษย ไม ได เป นอิสระดังกล าวแล ว และเป นไปไม ได ด วยที่จะมีชีวิตทางกายภาพที่
เป นอิสระ แม จะบอกว าตนเองนั้นไม อาศัยใครไม พึ่งใครและไม หวังพึ่งใครก็ตาม แต โดยความเป น
จริง เราจําต องอาศัยพึ่งพาเพื่อนมนุษย ด วยกันไม ทางตรงก็ทางอ อม ชีวิตเป นเช นนั้นเสมอ
เราไม สามารถจะทําจะสร างจะแสวงหาอะไรด วยตนเองได ทุกอย างโดยไม อาศัยอะไร
บางอย างในชีวิตที่เราไม มี เราทําไม ได ก็ต องอาศัยผู อื่น แม กระทั่งสิ่งที่จําเป นสําหรับชีวิตประจําวัน
ของเราเช น อาหาร การที่จะมีอาหารมารับประทานในแต ละมื้อ เราไม สามารถมีอาหารรับประทาน
ได โดยไม อาศัยอะไร เราจะเห็นว า ตั้งแต ที่มาของอาหาร กระบวนการผลิต การปรุง เราต องอาศัย
สิ่งอื่นและผู อื่นในหลาย ๆ ขึ้นตอน

ถ ามนุษย ไม โกหกตัวเอง ยอมรับความเป นจริงของชีวิต และไม สนองตอบความถือตัว
ความหยิ่งผยองของตนแล ว จะเห็นว า มนุษย ต องอาศัยกันและกันและอาศัยป จจัยหลาย ๆ อย าง
เพื่อดํารงตนให อยู รอด เพราะอย างน อยที่สุด ชีวิตมนุษย จะสืบต อไปได สิ่งจําเป นที่สุดไม ใช อาหาร
อย างเดียว หากแต ต องการอากาศที่บริสุทธิ์ในการหายใจ “ถ าเป นอิสระจริงก็ไม ต องหายใจ”
มนุษย เรามักจะมองข ามและมองผ านความเป นจริงตามธรรมชาติเสมอ ๆ แล วหลงลืมตัว ลืมนึกถึง
พื้นฐานที่มาของชีวิต จึงทําให มีมานะ มีความถือตัวจัด ขาดความยืดหยุ น ขาดความอ อนน อมถ อม
ตน ไม มีสัมมาคารวะและมีความเห็นผิดเป นชอบในที่สุด
จะเห็นว าถ าลองมนุษย ขาดจิตสํานึกที่ถูกต องตามความจริงเกี่ยวกับตัวเองแว ความ
ผิดพลาดที่ตามมามีมากมาย แล วหลงไปตามความคิดที่ผิดจากความจริงนั้น ความวุ นวาย ป ญหา
ต าง ๆ ก็สุ มและทับถมกลายเป นกองทุกข ที่หนักอึ้งของชีวิต “อย าคิดเพราะเห็นแก ตนเอง จงคิด
เพราะแก สัจธรรม”

เราสามารถกล าวได ว า มนุษย นั้นเกิดจากความสัมพันธ ของป จจัยหลายสิ่ง ทั้งป จจัยที่เป น
รูปธรรมและนามธรรมที่มองเห็นได และไม สามารถมองเห็นได 4 มาสู ความเป นหน วยหนึ่ง และจาก
จุดนี้ก็เป นป จจัยสร างหน วยอื่น ๆ ต อไปอีก กลายเป นครอบครัว เป นชุมชน เป นสังคม เป น
ประเทศชาติ และเป นสังคมโลก

ถ ามีมนุษย เพียงคนเดียวในโลก คงไม ต องมีความสัมพันธ กับใครหรือกับมนุษย คนไหน
นอกจากจะสัมพันธ กับสิ่งอื่น ๆ ที่จําเป นต อการดํารงชีวิตเท านั้น แต ข อสมมตินี้คงมิอาจเกิดขึ้นได
และอาจเป นข อสมมติที่เกินจริงและไม สอดคล องกับความจริง ซึ่งก็คือมันเป นไปไม ได เพราะในโลก
แห งความเป นจริงที่ปรากฎไม สามารถเป นเช นนั้นได

4 การที่ไม สามารถมองเห็นได นั้น ไม ได หมายความว า จะรับรู ไม ได โดยกระบวนการรับรู อย างอื่น

ในความสัมพันธ ระหว างมนุษย ยิ่งมากคนก็ยิ่งมากความมากป ญหา

เพียงแค ความ

เกี่ยวข องกันตามธรรมชาติเท าที่จําเป นก็เป นเรื่องที่สับสนวุ นวายสร างป ญหามากพอ

ไม

จําเป นต องพูดถึงความสัมพันธ ในเชิงธุรกิจหรือผลประโยชน อื่นใดที่มนุษย ต องการจากกันและกัน
ยิ่งจะมีความซับซ อนของปมป ญหามากขึ้น
ในที่นี้ เราจะพิจารณาถึงว า ในทัศนะทางพระพุทธศาสนาได มีแนวคิดเช นไรเกี่ยวกับ
ความสัมพันธ ระหว างมนุษย กับมนุษย มนุษย กับสังคม โดยจะแบ งหัวข อในการศึกษาวิเคราะห
ออกเป นประเด็นดังต อไปนี้
1. ความสัมพันธ ระหว างมนุษย กับตนเอง
2. ความสัมพันธ ระหว างมนุษย กับมนุษย

1. ความสัมพันธ ระหว างมนุษย กับตนเอง

ความสัมพันธ ในระดับนี้ ถือว าเป นความสัมพันธ ในระดับหน วยย อยที่สุดของมนุษยชาติก็
ว าได เป นการสัมพันธ ที่จะต องเรียนรู ถึงความเป นตัวของตนเอง การสอดส องเพ งพินิจถึงความเป น
จริงของชีวิตมนุษย เอง

มนุษย ตามทัศนะทางพระพุทธศาสนา มีองค ประกอบที่สําคัญสองส วนใหญ ๆ ก็คือ กาย
กับจิตดังได กล าวมาแล วในตอนต น ๆ ดังนั้น ความสัมพันธ ที่มนุษย มีต อตัวเองนั้น จึงเป น
ความสัมพันธ สองลักษณะคือ ความสัมพันธ ทางกาย กับความสัมพันธ ทางใจ
ในการสัมพันธ และปฏิสัมพันธ นั้น ในตัวของมันเองที่เป นไปโดยธรรมชาติแล ว เป นเรื่อง
ของการให และการได ความสัมพันธ ที่ดี ควรมีทั้งการให และการได สมดุลกัน ไม มีการเอาเปรียบซึ่ง
กันและกัน ต อเมื่อใดก็ตามมีการให โดยส วนเดียว หรือมีการได โดยส วนเดียว ไม มีได หรือไม มีให ใน
ความสัมพันธ ใด ๆ ป ญหาเกิดขึ้นแน นอน และเป นความสัมพันธ ที่ไม พึงปรารถนาและเป น
ความสัมพันธ ที่ไม ยืนยาว

ในแง ของการสัมพันธ กับตัวเองทั้งทางกายและใจ มนุษย คงต องตั้งคําถามกับตัวเองแล ว
ว า ได ให อะไรแก ชีวิตตนเองและได ให อะไรแก ชีวิตแล วบ าง ในระหว างการได และการให แก ชีวิต
อย างไหนมีมากกว ากัน และสิ่งที่ได และให แก ชีวิตนั้น เป นสิ่งที่ดีหรือเลวร าย มีคํากล าวที่น าคิดว า
“ความสุขหรือความทุกข ของชีวิตมนุษย นั้น แท จริงไม มีใครมอบให แก กันและกันได และก็จะไม ได
จากผู อื่นเช นกัน หากมนุษย ไม ตกผลึกเอง” หมายความว า ความสุขหรือความทุกข นั้น แต ละคน
เป นผู ให และได ด วยตัวของมนุษย เอง ไม มีใครหยิบอื่นได ผู อื่นหรือสิ่งภายนอกใด ๆ ก็ตามเป นเพียง
เครื่องมือหรือป จจัยที่เอื้ออํานวยให เกิดความสุขหรือทุกข เท านั้นเอง ไม ใช ตัวความสุขหรือความ
ทุกข ความสุขหรือความทุกข เกิดจากการตกผลึกของตัวมนุษย เองที่สร างขึ้นจากป จจัยเหล านั้น

ถ ามนุษย ได รับป จจัยที่เอื้อต อความสุข มนุษย ก็สามารถเป นสุขหรือเป นทุกข ได แม ได รับ
สิ่งดี ๆ มนุษย อาจไม เป นสุขเลย กลับเป นทุกข ก็ได ในทางตรงกันข าม เมื่อได รับป จจัยที่เอื้อต อ
ความทุกข มนุษย ก็อาจเป นสุขกับสถานการณ นั้นโดยไม ต องเป นทุกข ก็ได นั่นคือ เป นความยิ่งใหญ
ของมนุษย ที่ควรภาคภูมิใจและนําออกมาฝ กฝนพัฒนาใช ให เกิดประโยชน แก ชีวิตตนให มากที่สุด
การทําเช นนั้นได นับได ว าเป นการให รางวัลชีวิตที่มีค าสูงส งยิ่ง มนุษย จึงสมควรกลับมา
ถามตัวเองแล วว า เราจะให ความสุขหรือความทุกข กับชีวิตตัวเอง หลายคนมักให ความทุกข แก ชีวิต
ตัวเองโดยผ านความคิดที่เก็บตกมาจากการกระทํา การพูดของผู อื่น ทําให เกิดตกผลึกเป นความ
ทุกข แก ตัวเอง ทําไมถึงทําเช นนั้นแก ตัวเอง ทั้ง ๆ ที่เราสามารถเลือกและแปรผลการตกผลึกจาก
เหตุการณ เดียวกันให เป นความสุขได ปราชญ แต โบราณกล าวไว ว า “สนิมนั้น เกิดแต เนื้อในตน”
หรือพระพุทธวจนะที่ว า

“สนิมเกิดขึ้นแต เหล็กเอง ครั้นเกิดขึ้นแต เหล็กนั้นแล ว
ย อมกัดเหล็กนั้นแหละ ฉันใด กรรมของตนเอง ย อมนํา
ผู มักประพฤติล วงป ญญาชื่อโธนา5 ไปสู ทุคติ ฉันนั้น”6

นั่นแสดงให เห็นว า มนุษย จะไม ตกนรกเพราะการกระทําของผู อื่น แต จะตกนรกด วยตัวเอง
และมนุษย จะไม ขึ้นสวรรค เพราะการกระทําของผู อื่น แต จะขึ้นสวรรค ด วยตัวเอง มนุษย สามารถ
ขึ้นสวรรค ได เพราะการกระทําของผู อื่น แต นั่นต องเป นเพราะการสังเคราะห เอง มนุษย สามารถตก
นรกได เพราะการกระทําของผู อื่น แต ก็เพราะตกผลึกเอง จึงอยากจะตั้งเป นข อสังเกตไว ว า เมื่อมี
อิสรภาพเช นนี้ แล วทําไม เราต องตกนรกไปกับผู อื่นด วย
ในวิถีชีวิต คนที่ทําไม ดีกับเรา คนที่พูดไม ดีกับเรา แม กระทั่งคนที่คิดไม ดีกับเรา เขาตกนรก
อยู แล ว เราไม จําเป นต องไปตกนรกร วมกับเขา แต ก็มีหลายคนที่ถลําตัวตกนรกไปกับเขาโดยไม รู ตัว
เพราะบางครั้งมนุษย ก็ทําตัวเป นเหมือนน้ํามันเบ็นซินที่พอจุดไฟก็ติดไฟทันที หรือเป นประเภท
จระเข หุบเหยื่อ โดยไม มีป ญญาที่ชื่อว าโธนา ถ าชีวิตของผู ใดที่เป นเช นนั้น ก็นับเป นผู ที่น าสงสาร
มากทีเดียว เพราะเวลาแห งชีวิตของเขาส วนใหญ จะตกนรกมากกว าที่จะขึ้นสวรรค มีความทุกข
มากกว าความสุข คงต องถึงเวลาหันกลับมาตรวจสอบและถามตัวเองว า “ทําตนเองให เป นทุกข ทํา
ได อย างไร?”

5 ในอรรถถาธรรมบทได อธิบายความหมายของป ญญาที่ชื่อว า “โธนา” ไว ว า ได แก ป ญญาที่พิจารณาใช สอยป จจัย 4 โดย
ตระหนักถึงคุณค าแท คือประโยชน ที่จะได รับจากป จจัยเหล านั้น (อรรถกถาธรรมบท. 7/11)
6 ขุททกนิกาย ธรรมบท. 25/28/47. :

อยสา ว มลํ สมุฏ ฐิตํ
ตทุฏ ฐาย ตเมว ขาทติ
เอวํ อติโธนจารินํ
สานิ กมฺมานิ นยนฺติ ทุคฺคตึ ฯ

พระพุทธเจ าจึงตรัสเป นแนวทางสําหรับบริหารชีวิตไว ว า

“ปราชญ ทําความดีทีละน อย ๆ ในขณะ ๆ พึงขจัดมลทินของตน
ออกได โดยลําดับ เหมือนช างทองขจัดมลทินของทอง ฉะนั้น”

ในแง ของความสัมพันธ ทางกายภาพของมนุษย ที่จะต องเอาใจใส อวัยวะส วนต าง ๆ ของ
ร างกายตั้งแต เส นผมจรดเท า ตามความจําเป นเท าที่จะดูแลรักษาให เป นไปตามสมควร ซึ่งก็ไม ใช
เรื่องที่เหนือวิสัยที่จะทําได ความสัมพันธ ทางกายและใจนั้น เรียกว า เป นความสัมพันธ ทาง
ความคิดหรือทางจิตเป นประการสําคัญ เป นความสัมพันธ ของกายในกาย เวทนาในเวทนา จิตใน
จิตและธรรมในธรรม เป นเรื่องที่จะต องฝ กฝนให รู เท าทันในการเกิดขึ้นของสิ่งต าง ๆ ที่เข ามา
เกี่ยวข องกับชีวิตที่เป นไปอยู

ภาพสะท อนอันหนึ่งที่แสดงให เห็นถึงความสัมพันธ กับตนเองของมนุษย จะเรียกว า
ล มเหลวก็ได ก็คือ การที่มนุษย บางคนบางครั้งไม สามารถอยู กับตนได กินคนเดียวไม ได เดินคน
เดียวไม ได นั่งคนเดียวไม ได นอนคนเดียวไม ได กล าวได ว า อยู อย างไร ความสุข ถ าอยู คนเดียว หรือ
ถ าจะให เขาอยู คนเดียวแล วล ะก็ ฆ าเขาให ตายเสียดีกว า เพราะมีแรงขับแรงปรุงแต งคิดผวนผัน
พิศดารไปต าง ๆ นานา ทนต อความเหงา ความเงียบ ความว าเหว ที่เกิดกับตัวเองไม ได แสดงให
เห็นถึงการบริหารชีวิตในระดับจิตใจล มเหลว ความสัมพันธ กับตนเองในระดับนี้ ไม พึงประสงค ถ า
มนุษย ได พัฒนาฝ กฝนให ดีแล ว จะไม มีป ญหาในการสัมพันธ กับสิ่งอื่น ๆ เลย ถือว าเป นเรื่องที่
สําคัญมากถึงสําคัญที่สุดของชีวิตก็สามารถพูดได ฉะนั้น มนุษย จึงสมควรเรียนรู เพื่ออยู กับตัวเอง
ให ได “ตกผลึกผลที่ดีต อชีวิต”

ความสัมพันธ กับตนเองของมนุษย ในระดับร างกาย ไม ค อยมีป ญหามากเท าไหร แต ก็
นับว าสร างป ญหาให แก มนุษย ไม น อย เช น หิวก็หาอาหารให กิน กระหายก็หาน้ําให ดื่ม ถ าเพียง
ตอบสนองความต องการทางกายที่จําเป นจริง ๆ ต อร างกาย ไม ใช เรื่องยากเท าไหร สําหรับมนุษย
แม จะเป นทุกข แต ก็ไม หนักหนาอะไร แต ก็มีมนุษย อีกจํานวนหนึ่งที่เป นทุกข กับการดูแลรักษา
ร างกาย เป นความทุกข ทางกายไม พอ พลอยทําให เป นทุกข ทางจิตใจไปด วย เป นทุกข ทางจิตใจที่
ยอมรับสภาพนั้นไม ได หรือไม พอใจในความเป นตัวของตนเองในความเป นอยู
การทนไม ได และการยอมรับไม ได เป นความทุกข หรือป ญหาทางใจ ไม ใช เรื่องของร างกาย
ลองใช เวลามาพินิจพิจารณาดูด วยความเป นธรรม ถ าเราคิดว าการดูแลบํารุงร างกายเป นเรื่องยาก
การดูแลบํารุงรักษาจิตใจยิ่งยากกว า ดังนั้น จึงควรสําเหนียกสํานึกรู ถึงความจริงข อนี้เอาไว
โดยเฉพาะอย างยิ่ง ตัวแปรที่ทําให เกิดความทุกข ได แก ความชอบชิดติดพัน ที่แสดงออกมาเป น
ความหน วงเหนี่ยวฉุดรั้ง ความคาดหวังโดยประการต าง ๆ ในชีวิต ต องการให เป นเช นนั้นเช นนี้ ไม
ต องการให เป นอย างนั้นอย างนี้ โดยเฉพาะความต องการทางด านจิตใจที่ต องการเป นอย างนั้น
อย างนี้ โดยลืมถามร างกายว าร างกายสามารถเป นเช นนั้นได หรือเปล า

อาการที่เกิดขึ้นในจิตใจของมนุษย เหล านี้ (จิตในจิต) ถ าไม ได รับการขัดเกลา บรรเทา ขจัด
ให หมดไปจากใจของมนุษย แล ว สามารถทํานายอนาคตได เลยว า มีชีวิตเป นทุกข ในทุกสถานที่
เป นทุกข ในทุกเรื่องและเป นทุกข ในทุกเวลา มนุษย จะไม มีอิสรภาพจากสิ่งเหล านี้ได เลย
อิสรภาพที่แท จริงเมื่อจะเกิดขึ้น ก็จะเกิดขึ้นภายในจิตใจของมนุษย ไม สามารถเกิดขึ้น
ในทางกายภาพได อิสรภาพในความหมายที่ว า การเป นอิสระจากการครองงําของอํานาจฝ ายต่ําที่
ทําให มัวหมองที่เรียกว ากิเลสตัณหา เป นใหญ ในการที่จะไม ให กิเลสตัณหามีอํานาจเหนือชีวิต
จิตใจได เป นอิสระในแง ที่ว า ไม มีสิ่งใดที่จะทําให ชีวิตเป นทุกข หรือสุขได ความอิสระที่เกิดขึ้นในใจ
ของมนุษย เป นความปลอดโปร ง เบาสบาย ผ อนคลาย นิ่ง ไม หวั่นไหวไปกับอะไรต อมิอะไร เป น
อิสรภาพที่ไม ใช มากับการเลือกที่จะเป นเช นนั้น หากแต เป นอิสระในตัวของมันเอง อิสรภาพที่มาคู
กับการเลือกไม ใช เป นอิสรภาพที่แท จริง เพราะเมื่อไหร ก็ตามที่มีการเลือกเกิดขึ้น นั่นย อมหมายถึง
กําลังครอบงําด วยความคิดหรือเหตุผลบางอย างที่ต องเลือก เช นนั้นก็เท ากับว าหมดอิสรภาพไปใน
ตัวของมันเอง

มนุษย ปราศจากอิสรภาพในจิตใจเพราะฝากชีวิตไว กับสิ่งที่หาได ยาก

มนุษย มุ งให กระแสชีวิตเป นไปโดยตั้งความปรารถนาไว กับสิ่งที่น าปรารถนา น าใคร น า
พอใจ โดยเฉพาะอย างยิ่ง สิ่งที่หาได โดยยากในโลก ซึ่งพระพุทธเจ าแสดงไว 5 ประการ คือ 1) อายุ
2) วรรณะ 3) สุขะ 4) ยศ 5) สวรรค และสิ่งเหล านี้ ไม สามารถได มาด วยการอ อนวอน หรือด วย
การปรารถนา เพราะถ าหากว าสามารถได สิ่งเหล านี้เพราะความอ อนวอน หรือเพราะความ
ปรารถนาแล ว ในโลกนี้ ก็จะไม มีใครเสื่อมจากอะไร
ดังนั้น ผู ที่ต องการอายุ วรรณะ สุขะ ยศ สวรรค ความเกิดในตระกูลสูง และความเพลินใจ
จึงไม ควรอ อนวอนหรือเพลิดเพลินในสิ่งเหล านั้น หากแต พึงปฏิบัติแนวทางที่เป นไปเพื่อให สิ่ง
เหล านั้นเกิดขึ้น พึงทําความไม ประมาทให มากยิ่งขึ้น จึงจะได รับสิ่งเหล านั้นทั้งที่เป นของมนุษย
หรือเป นของทิพย 7

บัณฑิตทั้งหลาย ย อมสรรเสริญความไม ประมาทในการทําบุญ
บัณฑิตผู ไม ประมาทแล ว ย อมยึดถือประโยชน ทั้งสองไว ได คือ
ประโยชน ในป จจุบัน และประโยชน ในสัมปรายภพ
ผู มีป ญญา ท านเรียกว าบัณฑิต เพราะบรรลุถึงประโยชน ทั้งสองนั้น 8

เพราะฉะนั้น จึงควรตั้งจิตตั้งใจของตนไว ให ถูกต อง ซึ่งนับว าเป นความสัมพันธ กับตัวเอง
เพื่อตนเอง การตั้งตนไว ในแนวทางที่ถูกต องจัดว าเป นมงคลเพราะจะทําให เป นผู ที่ละเวรภัยทั้งใน

7 อังคุตรนิกาย ป ญจกนิบาต22/43/51.
8 อังคุตรนิกาย ป ญจกนิบาต22/43/51.

ป จจุบันและในสัมปรายภพและจะได รับสิ่งที่ดีต าง ๆ เข ามาในชีวิตได โดยการปรับปรุงตนเองที่ไม มี
ศีลให เป นผู มีศีลที่ดีงาม ที่ไม มีศรัทธาให เป นผู มีศรัทธา ที่ตระหนี่ให เป นผู เสียสละ9 และควรทํา
ตนเองให เป นที่พึ่งของตนเองให ได โดยอิงอาศัยวัตถุภายนอกหรือหวังพึ่งสิ่งภายนอกให น อยที่สุด
ตามแนวทางที่พระพุทธเจ าทรงสอนไว ในทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค เรียกว า นาถกรณธรรมมี 10
แนวทางคือ 1) ความประพฤติดีงามสุจริต รักษาระเบียบวินัย มีการประกอบอาชีพที่บริสุทธิ์ (ศีล)
2) ความเป นผู ได ศึกษาเล าเรียนมาก มีความรู ความเข าใจลึกซึ้ง (พาหุสัจจะ) 3) ความมีเพื่อนที่ดี
คบคนดี ได ที่ปรึกษาและผู แนะนําสั่งสอนที่ดี (กัลยาณมิตตตา) 4) ความเป นผู ว าง ายสอนง าย รับ
ฟ งเหตุผล (โสวัสสตา) 5) ความเอาใจใส ช วยขวนขวายในกิจใหญ น อยทุกอย างของเพื่อร วมหมู
คณะ รู จักพิจารณาไตร ตรอง สามารถจัดทําให สําเร็จเรียบร อย (กิงกรณีเยสุ ทักขตา) 6) ความเป น
ผู ใคร ธรรม คือ รักธรรม ใฝ ความรู ใฝ ความจริง รู จักพูดรู จักรับฟ ง ทําให เกิดความพอใจ น าร วม
ปรึกษาสนทนา ชอบศึกษา ยินดีปรีดาในหลักธรรมหลักวินัยที่ละเอียดลึกซึ่งยิ่ง ๆ ขึ้นไป (ธัมมกาม
ตา) 7) ความขยันหมั่นเพียร คือ เพียรละความชั่ว ประกอบความดี มีใจแกล วกล า บากบั่นก าวหน า
ไม ย อท อ ไม ทอดทิ้งธุระ (วิริยารัมภะ) 8) ความสันโดษ ยินดี มีความสุขความพอใจด วยสิ่งที่หามา
ได ด วยความเพียรอันชอบธรรมของตน (สันตุฏฐี) 9) ความมีสติ รู จักกําหนดจดจํา ระลึกการที่ทํา
คําที่พูดไว ได ไม มีความประมาท (สติ) 10) ความมีป ญญาหยั่งรู เหตุผล รู จักพิจารณา เข าใจภาวะ
ของสิ่งทั้งหลายตามความเป นจริง (ป ญญา) 10

2. ความสัมพันธ กับเพื่อนมนุษย

ในความสัมพันธ กับมนุษย นั้น เราไม สามารถหาความเป นอิสระได เลย เพราะเราผละจาก
สิ่งหนึ่งเราก็จะเจอกับอีกสิ่งหนึ่ง ผละจากคนหนึ่งเราจะเจอกับอีกคนหนึ่ง การหาอิสระในสรรพสิ่ง
จึงเป นไปไม ได ในทางกายภาพ แม ว าจะไม เจอใครและมีชีวิตอยู ตามลําพัง ก็มีความเกี่ยวข องกับ
ผู อื่นโดยอ อมหรืออาศัยผู อื่นโดยอ อม ผ านผลผลิตหรือผลที่เกิดการสร างสรรค ของผู อื่นในหลาย ๆ
อย าง

อิสรภาพที่มาคู กับความเลือกจะเรียกว าเป นอิสระไม ได จะเป นได ก็เฉพาะในคําพูด แต ใน
ความเป นจริงไม อาจเป นไป เพราะเมื่อเลือกสิ่งใดมาแล ว เราสัมพันธ กับสิ่งนั้น เท ากับไม เป นอิสระ
จากมันยิ่งมีความผูกพันมากขึ้นในบางคนบางสิ่ง แต มนุษย ก็สามารถมีอิสระจากสิ่งหรือบุคคลได
เฉพาะในความคิดความรู สึกเท านั้น การเลือกหรือการไม เลือกสิ่งใด เป นได เฉพาะสิทธิของมนุษย
เท านั้น ไม ใช เป นอิสระ เป นไปได ที่มนุษย มีอิสระในการเลือกหรือการไม เลือก ถ าหากถูกบังคับหรือ

9 ขุททกปาฐอรรถกถา.116/4.
10 พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมศัพท พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม. กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราช
วิทยาลัย, 2535. หน า 282-283.; ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/357/281: 466/334; อังคุตรนิกาย ทสกนิบาต. 24/17/25.

ขู เข็ญจากอํานาจมืดภายนอก แต ในการเลือกหรือไม เลือกนั้นไม มีอิสระอยู มนุษยไม มีอิสระในการ
เลือกหรือไม เลือกในระดับจิตใจภายใน เพราะในขณะที่เลือกหรือไม เลือกจะมีสิ่งมาสนับสนุน
กระตุ นให เกิดการเลือกหรือไม เลือกเสมอ การเลือกหรือไม เลือกนั้น จึงไม ใช เป นอิสระในตัวของมัน
เอง

กล าวได ว า อิสรภาพนั้น เป นเรื่องของจินตนาการที่ล้ําลึกและมีอยู แต ในความคิดเท านั้น
ต อเมื่อใดมนุษย มีปฏิสัมพันธ กับคบหรือวัตถุ อิสรภาพจะหายไป เพราะมนุษย ไม สามารถดํารงอยู
ได โดยไม อาศัยใครหรือสิ่งใด ๆ ได เลย มนุษย ไม เป นตัวของตัวเอง ไม ได เป นใหญ เฉพาะตน ไม มี
วินาทีใดเลยที่ไม อาศํยอะไรตราบที่ยังมีชีวิตอยู หรือแม จะปราศจากชีวิต
ในแง ของความสัมพันธ กับมนุษย

ในทางพระพุทธศาสนาได แสดงความสัมพันธ โดย
กําหนดข อควรปฏิบัติต อกันและกันเอาไว ในภาษาป จจุบันเรียกว าเป นหน าที่ที่ควรปฏิบัติต อกัน
พระพุทธเจ ากล าวถึงความสัมพันธ ของมนุษย ไว ในสิงคาลกสูตรโดยเปรียบเทียบกับทิศ ซึ่งเริ่มมอง
รอบตัวมนุษย แล วพิจารณารอบตัวตามทิศต าง ๆ ว าในแต ละทิศนั้นมีความเกี่ยวข องกับมนุษย
อย างไรบ าง โดยจําแนกออกเป น 6 ทิศ คือ
1. ทิศเบื้องหน า (ปุรัตถิมทิศ) คือ ทิศตะวันออก ได แก มารดาบิดา
2. ทิศเบื้องขวา (ทักษิณทิศ) คือ ทิศใต ได แก ครูอาจารย
3. ทิศเบื้องหลัง (ป จฉิมทิศ) คือ ทิศตะวันตก ได แก บุตรภรรยา
4. ทิศเบื้องซ าย (อุตตรทิศ) คือ ทิศเหนือ ได แก มิตรสหาย
5. ทิศเบื้องล าง (เหฏฐิมทิศ) ได แก คนรับใช และคนงาน
6. ทิศเบื้องบน (อุปริมทิศ) ได แก สมณพราหมณ 11
ความเป นมาของแนวคิดเกี่ยวกับการเปรียบเทียบทิศทั้ง 6 กับบุคคลต าง ๆ ดังกล าวนั้น ก็
ด วยเหตุที่ในขณะที่พระพุทธองค ทรงบิณฑบาตในกรุงราชคฤห ทอดพระเนตรเห็นลูกชายคฤหบดี
ชื่อ สิงคาลกะ กําลังนอบน อมทิศทั้ง 6 ตั้งเช าตรู จึงทรงถามถึงเหตุผลของการทําเช นนั้น ได คําตอบ
ว าเป นการทํานอบน อมทิศเพราะเป นคําสั่งของพ อผู จากไป ทําเช นนั้นก็เป นการบูชาคําพูดของพ อ
พระพุทธเจ าจึงทรงตรัสถึงวินัยของผู ประเสริฐที่เคารพทิศ มิได มีความหมายเช นนั้น หากแต มีความ
หมายถึงการเคารพบูชาและทําหน าที่พึงปฏิบัติต อบุคคลต าง ๆ ที่พระองค ทรงใช ข อปฏิบัติของลูก
ชายคฤหบดีที่บูชาทิศอยู แต ทรงให นิยามคุณค าของการปฏิบัติเช นนั้นโดยให ความสําคัญแก ทิศ
ต าง ๆ ในฐานะที่เกี่ยวพันกับบุคคลทั้ง 6 ดังกล าว การเคารพบูชาในความหมายของพระพุทธองค
ก็คือการประพฤติดีปฏิบัติชอบต อเหล านั้น เคารพบูชาด วยการทําดีต อท าน มิใช เฉพาะแต การ
กราบและด วยอามิสสิ่งของเท านั้น

11ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค.11/198/202.

เมื่อพระพุทธองค ทรงตรัสชี้ให เห็นถึงความหมายของทิศทั้ง 6 แล ว จึงทรงแสดงถึง
ความสัมพันธ หรือหน าที่ที่พึงปฏิบัติต อกันและกัน ในลักษณะเป นหน าที่ที่ต องเกื้อกูล พึ่งพิง อิง
อาศัยกันและกัน เพื่อเป นความสัมพันธ ที่ดีงาม ข อสังเกตประการหนึ่งในฐานะของทิศทั้ง 6 นั้น จะ
มีลักษณะของการสัมพันธ และปฏิสัมพันธ ที่เชื่อมโยง และโยงใยกันโดยลําดับ กล าวคือ ในมนุษย
นามหนึ่ง ซึ่งอาจเป นทั้งพ อแม ครูอาจารย เพื่อน สามีภรรยา เจ านายลูกจ าง และสมณพราหมณ
หรือผู หลักผู ใหญ ในสถานที่หนึ่ง เราอาจจะเป นพ อแม แต ในอีกหนึ่งสถานที่หนึ่ง เราอาจจะเป น
ลูก เป นต น ดังนั้น ในแต ละคนนั้น จะมีภาพของความเป นพ อแม ครูอาจารย เป นต นเหล านี้แฝง
อยู ทั้งสิ้น และพระพุทธเจ าทรงนําเสนอให ความสัมพันธ ต อกันโดยกําหนดเป นข อควรปฏิบัติต อกัน
ดังจะได นําเสนอเป นคู ในต อไปนี้

1. ความสัมพันธ ในฐานะที่เป นพ อแม และบุตรธิดา

ข อควรปฏิบัติหรือหน าที่ที่บุตรธิดาพึงมีต อพ อแม นั้น ถือว าเป นเรื่องสําคัญมากตั้งแต
โบราณมาแล ว โดยเฉพาะในครอบครัวทางแถบเอเชีย คุณค าหรือความสําคัญของความสัมพันธ
หรือความเป นป กแผ นความมั่นคงของครอบครัว ท านเปรียบเสมือนต นไม ทั้งหลายในป า ที่สามารถ
ต านทานแรงลมได ตรงกันข ามถ าต นไม ที่อยู เพียงต นเดียวอย างโดดเดี่ยว แม จะมีลําต นที่ใหญ ก็
ตาม ก็ไม สามารถที่จะต านทานแรงลมได รังแต จะหักโค นล มเพราะแรงลมที่โหมประหารในที่สุด
พระพุทธเจ าทรงเน นให เห็นถึงความสําคัญของสัมพันธภาพทางครอบครัว

และทรง
ตักเตือนผู ที่ตัดสินใจที่จะใช ชีวิตแบบโลก ๆ เพื่อดํารงวงศ สกุลของตนให มีความซื่อสัตย และให
เกียรติ เคารพครอบครัวในฐานะเป นหน วยหนึ่งทางสังคม12
การทํากิจกรรมในชีวิตของมวลมนุษย หลายกิจกรรมมิอาจที่จะกระทําให สําเร็จลุล วงไป
ด วยตนเองเพียงผู เดียว ความจําเป นดังกล าว ผู ที่จะทําให สําเร็จกิจได อย างดี ก็เห็นจะได แก ญาติ
สายโลหิตของตนเองเป นเบื้องต น การสร างครอบครัวในความหมายนี้ก็เท ากับเป นการสร างที่พึ่ง
ให แก ตนเอง สร างสังคมแห งการพึ่งพาอาศัยตนเอง เป นการสร างพลังทางสังคมให แก ตนเอง
ดังนั้น ครอบครัวที่มีสมาชิกมาก ความเป นป กแผ นที่แสดงถึงความมั่นคงก็จะมีมากกว าครอบครัว
ที่มีสมาชิกน อย 13

12 H. Saddhatissa, Buddhist Ethics. London, George Allen & Unwin LTD. 1970. p.131.
13 แต อย างไรก็ตาม ความมีสมาชิกมากในครอบครัว ก็ย อมต องการสิ่งสนับสนุนการอยู รอดเพิ่มตามจํานวนคน การ
ทํางานเพื่อจุนเจือก็มากขึ้น เป นสิ่งที่ไม อาจมองข ามได ครั้งหนึ่งในสังคมไทยถึงกับมีการรณรงค เพื่อการสร างสรรค ครอบครัวจนเกิด
คําขวัญที่ว า “ลูกมาก ยากจน” ซึ่งป ญหาดังกล าวเป นป ญหารเรื่องการจัดการภายในครอบครัว ที่ขาดความสมดุลระหว างการ
แสวงหามาได และการบริโภค อาจจะเป นเพราะการได น อยกว าการใช หรือการได ที่ไม เพียงพอกับการจ ายเป นต น ซึ่งไม ประสงค ที่จะ
กล าวไว ในที่นี้ - ผู เขียน

พระพุทธเจ าทรงแสดงเหตุผลของการที่มารดาบิดาต องการที่จะมีบุตรเพราะเล็งเห็น
ประโยชน 5 ประการไว ในอังคุตรนิกาย ป ญจกนิบาตว า
“ภิกษุทั้งหลาย มารดา บิดา เล็งเห็นฐานะ 5 ประการนี้ จึงปรารถนาบุตรเกิดในสกุล … คือ บุตร
ที่เราเลี้ยงมาแล ว จักเลี้ยงตอบแทน 1 จักทํากิจแทนเรา 1 วงศ สกุลจักดํารงอยู ได นาน 1 บุตรจักปกครอง
ทรัพย มรดก 1 เมื่อเราตายไปแล ว บุตรจักบําเพ็ญทักษิณาทานให 1”14

เหตุผลในการปรารถนาบุตรของมารดาบิดา จึงกลายเป นพันธะหน าที่ที่ผู เป นบุตรพึง
ตอบสนองความต องการของมารดาบิดาทั้ง 5 ประการ ฉะนั้น พระพุทธเจ าจึงตรัสถึงการปฏิบัติ
หน าที่ของบุตรต อบิดามารดาที่เคารพบูชาท านโดยไม ให ขาดตกบกพร องโดยยกย องบิดามารดาว า
เป นพรหม เป นบุรพาจารย เป นอาหุไนยบุคคลของบุตรว า สกุลใดที่บุตรบูชามารดาบิดาในเรือนตน
สกุลนั้นมีพรหม สกุลนั้นมีบุรพาจารย สกุลนั้นมีอาหุไนยบุคคล คําว าพรหม คําว าบุรพาจารย คํา
ว าอาหุไนยบุคคลนี้ เป นชื่อของมารดาและบิดา เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บํารุงเลี้ยง แสดง
โลกนี้แก บุตร15

ในสิงคาลกสูตร แสดงหน าที่หรืออุปการะที่มารดาบิดาปฏิบัติต อบุตรในฐานะเป นทิศเบื้อง
หน าไว 5 ประการคือ ห ามจากความชั่ว ให ตั้งอยู ในความดี ให ศึกษาศิลปวิทยา หาภรรยาที่
สมควรให และมอบทรัพย ให ในสมัย 16
มารดาบิดาผู อนุเคราะห บุตร ท านเรียกว าพรหม บุรพาจารย และอาหุไนยบุคคล ฉะนั้น
บัณฑิต พึงนมัสการและสักการะมารดาบิดา ด วยข าว น้ํา ผ า ที่นอน การอบกลิ่น การให อาบน้ํา
และการล างเท าทั้งสอง 17

หน าที่ในการบํารุงเลี้ยงมารดาบิดานั้น ถือว าเป นหลักของปราชญ เป นความดีที่คนดีตกลง
ร วมกันว าเป นสิ่งที่ควรสรรเสริญ เป นข อหนึ่งในบัญญัติของสัตบุรุษ18 เป นมงคลข อหนึ่งในมงคล
38 ประการ19 และเป นข อหนึ่งในวัตรบท 7 ประการที่ทําคนธรรมดาให เป นเทวดา ดังพระพุทธพจน
นี้ว า

14 อังคุตรนิกาย ป ญจกนิบาต 22/39/46.
15 อังคุตรนิกาย เอกนิบาต. 20/470/167.
16 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/199/203.
17 อังคุตรนิกาย เอกนิบาต. 20/470/167.
18 อังคุตรนิกาย ติกนิบาต. 20/484/191, พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม.
กรุงเทพฯ: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2535. หน า 126-127. :- บัญญัติของสัตบุรุษ 3 ประการคือ 1) ทาน การให ป น การสละ
ของตนเพื่อประโยชน แก ผู อื่น 2) ป พพัชชา การถือบวช เว นการเบียดเบียน รงในธรรม คือ อหิงสา สัญญมะและทมะ อันเป นอุบาย
ให ไม เบียดเบียนกัน และอยู ร วมกันด วยความสุข 3) มาตาป ตุอุป ฏฐาน การบํารุงมารดาบิดา ปฏิบัติมารดาบิดาของตนให เป นสุข
19 ขุททกนิกาย ขุททกปาฐ.25/5/3; ขุททกนิกาย สุตตนิบาต .25/31/376. ดูมงคลสูตร

“ภิกษุทั้งหลาย ท าวสักกะจอมเทพ เมื่อยังเป นมนุษย อยู ในกาลก อน ได สมาทานวัตรบท 7
ประการบริบูรณ เพราะเป นผู สมาทานวัตรบท 7 ประการ จึงได ถึงความเป นท าวสักกะ… คือ เราพึงเลี้ยง
มารดาบิดาจนตลอดชีวิต 1 เราพึงประพฤติอ อนน อมต อผู ใหญ ในตระกูลจนตลอดชีวิต 1 เราพึงพูดวาจา
อ อนหวานตลอดชีวิต 1 เราไม พึงพูดวาจาส อเสียดตลอดชีวิต 1 เราพึงมีใจปราศจากความตระหนี่อันเป น
มลทินอยู ครองเรือน มีการบริจาคอันปล อยแล ว มีฝ ามืออันชุ ม ยินดีในการสละ ควรแก การขอ ยินดีในการ
แจกจ ายทานตลอดชีวิต 1 เราพึงพูดคําสัตย ตลอดชีวิต 1 เราไม พึงโกรธตลอดชีวิต 1 ถ าแม ความโกรธพึง
เกิดขึ้นแก เรา เราพึงกําจัดมันเสียโดยฉับพลันทีเดียว 1 ”20
“เทวดาชั้นดาวดึงส กล าวถึงนรชน ผู เป นบุคคลเลี้ยงมารดาบิดา มีปรกติประพฤติอ อนน อมต อ
ผู ใหญ ในตระกูล เจรจาอ อนหวาน กล าวแต คําสมานมิตรสหาย ละคําส อเสียด ประกอบในอุบายเป น
เครื่องกําจัดความตระหนี่ มีวาจาสัตย ครอบงําความโกรธได นั้นแลว า เป นสัปบุรุษ ดังนี้”21

ดังนั้น ผู เป นบุตร ควรตระหนักให มากถึงอุปการคุณของมารดาบิดา ที่ได บํารุงเลี้ยงและทํา
ให ได เห็นโลก แล วทําหน าที่ของความเป นบุตรให สมบูรณ ผลที่ได จากการปรนนิบัติมารดาบิดาซึ่ง
ถือว าเป นความดีในตัวของมันเอง แม ว าจะไม มีใครสรรเสริญและเห็นความดีที่ทํา ก็ยังเป นความดี
อยู ในตัวมันเอง อย างไรก็ตาม ในเมื่อการบํารุงเลี้ยงมารดาบิดาเป นข อตกลงของปราชญ ว าเป น
ความดี จึงไม มีใครที่จะไม สรรเสริญผู ปรนนิบัติมารดาบิดา โดยเฉพาะกลุ มบัณฑิตนักปราชญ ย อม
ต องสรรเสริญในโลกนี้ แม ตายจากโลกนี้ไปก็ย อมจะมีความบันเทิงอยู ในสวรรค ดังบาลีที่ว า

“เพราะการปรนนิบัติในมารดาบิดานั้นแล บัณฑิตย อมสรรเสริญเขาในโลกนี้เอง เขาละไปแล ว

ย อมบันเทิงในสวรรค ”22 และว า

“บุคคลใด เลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม แม เทวดาและมนุษย ย อมสรรเสริญ ผู เลี้ยงมารดา
และบิดานั้น บุคคลใดเลี้ยงมารดาและบิดาโดยธรรม นักปราชญ ทั้งหลาย ย อมสรรเสริญบุคคลผู เลี้ยง
มารดาและบิดานั้นในโลกนี้ บุคคลนั้นละจากโลกนี้ไปแล ว ย อมบันเทิงในสวรรค ”23

อย างไรก็ตาม การปรนนิบัติบํารุงเลี้ยงมารดาบิดาดังกล าวนั้น ยังไม เป นการชําระหนี้หรือ
ตอบแทนพระคุณของท านได และโดยทั่วไปแล ว หนี้ของมารดาบิดาที่มีต อบุตรนั้น เป นไปไม ได ที่
จะชดใช ให หมดสิ้นได เป นสิ่งที่ใช ว าจะตอบแทนได ง าย แต ทว าในทัศนะทางพระพุทธศาสนาได
วางหลักเพื่อเป นเปลื้องหนี้ด วยการทําให มารดาบิดาที่ไม มีศรัทธาความเชื่อในพระรัตนตรัยให มี
ความศรัทธาในพระรัตนตรัย ให เป นผู ที่ตั้งมั่นอยู ในศีล เปลี่ยนจากเป นผู ตระหนี่ให เป นผู เสียสละ
และให ตั้งอยู ในป ญญา ดังพระพุทธพจน ที่ว า

20 สังยุตนิกาย สคาถวรรค.15/906/336.
21 สังยุตนิกาย สคาถวรรค.15/907/336, อรรถกถาชาดก เอกนิบาต เล มที่ 1 หน า 302.
22 อังคุตรนิกาย เอกนิบาต 20/470/167.
23 ขุททกนิกาย ชาดก28/522/196, อรรถกถาชาดก เล มที่ 9 หน า 157.

“ภิกษุทั้งหลาย เรากล าวการกระทําตอบแทนไม ได ง ายแก ท านทั้ง 2 …คือ มารดา 1 บิดา 1
ภิกษุทั้งหลาย บุตร พึงประคับประคองมารดาด วยบ าข างหนึ่ง พึงประคับประคองบิดาด วยบ า
ข างหนึ่ง เขามีอายุ มีชีวิตอยู ตลอดร อยป และเขาพึงปฏิบัติท านทั้ง 2 นั้นด วยการอบกลิ่น การนวด การ
ให อาบน้ํา และการดัด และท านทั้ง 2 นั้น พึงถ ายอุจจาระป สสาวะบนบ าทั้งสองของเขานั่นแหละ ภิกษุ
ทั้งหลาย การกระทําอย างนั้น ยังไม ชื่อว าอันบุตรทําแล วหรือทําตอบแทนแล วแก มารดาบิดาเลย
ภิกษุทั้งหลาย อนึ่ง บุตรพึงสถาปนามารดาบิดาในราชสมบัติ อันเป นอิสราธิป ตย ใน
แผ นดินใหญ อันมีรตนะ 7 ประการมากหลายนี้ การกระทํากิจอย างนั้น ยังไม ชื่อว าอันบุตรทําแล วหรือทํา
ตอบแทนแล วแก มารดาบิดาเลย ข อนั้นเพราะเหตุไร เพราะมารดาบิดามีอุปการะมาก บํารุงเลี้ยง แสดง
โลกนี้แก บุตรทั้งหลาย

ส วนบุตรคนใดยังมารดาบิดาผู ไม มีศรัทธา ให สมาทานตั้งมั่นในศรัทธาสัมปทา ยังมารดา บิดาผู
ทุศีล ให สมาทานตั้งมั่นในศีลสัมปทา ยังมารดาบิดาผู มีความตระหนี่ ให สมาทานตั้งมั่นในจาคสัมปทา ยัง
มารดาบิดาทรามป ญญา ให สมาทานตั้งมั่นในป ญญาสัมปทา
ภิกษุทั้งหลาย ด วยเหตุมีประมาณเท านี้แล การกระทําอย างนั้น ย อมชื่อว าอันบุตรนั้นทําแล ว
และทําตอบแทนแล ว แก มารดาบิดา”24

มารดาบิดาเป นผู ที่สามารถให ทั้งคุณและโทษได โดยความเป นเหตุป จจัยให เกิดได ทั้งสอง
อย าง เพราะถ าผู เป นบุตรปฏิบัติดีปฏิบัติชอบต อท านทั้งสอง ก็จะเกิดผลดีดังกล าวข างต น แต ถ า
หากว า ไม ปฏิบัติโดยชอบในมารดาบิดา ก็จะได รับโทษตามสมควรแก ความผิดและได ชื่อว าเป นผู
มารดาบิดาไม โปรด ดังพระพุทธพจน ที่ตรัสแสดงการปฏิบัติดีและปฏิบัติผิดในมารดาบิดาพร อมทั้ง
คุณและโทษที่จะได รับไว ว า

“นรชนใด ปฏิบัติผิดในมารดา บิดา พระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ า หรือในสาวกของพระ
ตถาคต นรชนเช นนั้น ย อมประสบกรรมมิใช บุญเป นอันมาก บัณฑิตทั้งหลาย ย อมติเตียนนรชน
นั้น ในโลกนี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ไม ประพฤติธรรม ในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล ว ย อมไปสู อบาย
ส วนนรชนใดปฏิบัติชอบในมารดาบิดา ในพระตถาคตสัมมาสัมพุทธเจ า หรือในสาวกของ
พระตถาคต นรชนเช นนั้น ย อมประสบบุญเป นอันมาก บัณฑิตทั้งหลาย ย อมสรรเสริญนรชนนั้น ในโลก
นี้ทีเดียว เพราะเหตุที่ประพฤติธรรมในมารดาบิดา และเขาละโลกนี้ไปแล ว ย อมบันเทิงในสวรรค ” 25

2. ความสัมพันธ ในฐานะที่เป นอาจารย และศิษย

ความสัมพันธ ทางสังคมที่มีตั้งแต อดีตอีกลักษณะหนึ่งก็คือ ความสัมพันธ ในฐานะที่เป น
ศิษย และอาจารย แก กันและกัน โดยเฉพาะอย างยิ่งศิษย อาจารย ในความหมายที่เกี่ยวกับ
การศึกษาที่ในแต ละสังคมจัดการเรียนการสอนการฝ กหัดอบรมศิลปะวิทยาการให อนุชนรุ นหลัง ที่

24 อังคุตรนิกาย ทุกนิบาต. 20/278/79; มังคลัตถทีปนี 1/297/273.
25 อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต. 21/4/4.

เป ดเป นสํานักมีชื่อเรียกแตกต างกันออกไปตามแต จะคิดจินตนาการ วิถีชีวิตในสังคม นอกจากเรา
จะมีอาจารย คนแรกคือบิดามารดาดังที่กล าวแล วในตอนต นนั้น ถ าจะให มีความก าวหน าในสาขา
วิชาชีพเพื่อประกอบสัมมาอาชีพต อไป จึงต องร่ําเรียนวิชาในสาขาวิชานั้นให ช่ําชอง ความเป นศิษย
ความเป นอาจารย จึงเกิดขึ้นตามสถานภาพและภาระหน าที่ของตนเอง สังคมก็จะกําหนดบทบาท
และหน าที่เฉพาะในแต สถานภาพเอาไว
คําว า อาจารย ในความหมายเดิมหมายถึง ผู ที่ศิษย ควรประพฤติปฏิบัติด วยความเอื้อเฟ อ
คือมีความเคารพยําเกรง ส วนคําว า ศิษย หมายถึง ผู ที่อาจารย พึงสั่งสอน จึงเป นภาระหน าที่ของ
อาจารย ที่จะพึงสั่งสอน และอาจารย ก็เป นภาระหน าที่ที่ลูกศิษย ควรให ความเอื้อเฟ อปรนนิบัติ
สมควร พร อมทั้งให เกียรติความเคารพในฐานะที่เป นให ประสิทธิประสาทความรู ให อาจารย ท าน
เปรียบเสมือนเป นผู ชี้ขุมทรัพย ให แก ลูกศิษย บอกแนวทางที่เหมาะสม และแนวทางการประกอบ
อาชีพไปพร อม ๆ กัน

พระพุทธเจ ายกอาจารย ไว เสมือนเป นทิศเบื้องขวา หากดูตามความสําคัญของอวัยวะใน
ร างกายของมนุษย เรา แขนขวาถือว าเป นอวัยวะที่มีความสําคัญและเป นข างที่ใช งานมากที่สุด
สําหรับมนุษย ที่ปกติโดยทั่วไปมักจะถนัดใช แขนขวาในการทํางาน เมื่อท านเปรียบอาจารย เป นทิศ
เบื้องขวา ก็แสดงให เห็นว าเป นผู ที่มีความสําคัญที่จะมองข ามไปไม ได เลย เพราะท านเป นชี้ทาง
ให แก ชีวิต เป นที่ปรึกษาในหลาย ๆ ด าน ดังนั้น ผู ที่เป นศิษย ภาระหน าที่ที่ควรทะนุบํารุงให ความ
เอื้อเฟ อ ด วยการลุกขึ้นยืนต อนรับ การเข าไปคอยรับใช การเชื่อฟ ง การปรนนิบัติ และการเรียน
ศิลปวิทยาโดยเคารพ เพียงเท านี้ก็ถือว าได ทําหน าที่ของลูกศิษย ที่ควรจะเป นและเป นปฏิบัติต อ
อาจารย ในฐานะที่ศิษย แล ว อาจารย ไม ต องการสิ่งอื่นใดที่เป นวัตถุหรืออามิสสินจ างจากลูกศิษย
ขอเพียงศิษย เป นคนดีมีความกตัญ ูกตเวทีก็พอใจแล ว
อาจารย ที่มีความตั้งใจประสิทธิ์ความรู ตั้งตนอยู ในคุณธรรมผู สอน 5 ประการ คือ 1) สอน
ให มีขั้นตอนถูกลําดับ แสดงเนื้อหาตามลําดับความง ายยากลุ มลึกมีเหตุผลสัมพันธ ต อเนื่องกันไป
โดยลําดับ 2) จับจุดสําคัญมาขยายให เข าใจเหตุผล ชี้แจ งยกเหตุผลมาแสดงให เข าใจชัดในแต ละ
แง แต ละประเด็น อธิบายยักเยื้องไปต าง ๆ ให มองเห็นกระจ างตามแนวเหตุผล 3) มีจิตเมตตาสอน
ด วยความปรารถนาดี สอนด วยจิตเมตตามุ งจะให เป นประโยชน แก ผู รับคําสอน 4) ไม มีจิตมุ งหวัง
เห็นแก อามิส สอนมิใช เพื่อมุ งจะได ลาภ สินจ าง หรือผลประโยชน ตอบแทน 5) วางจิตตรงไม
กระทบตนและผู อื่น สอนตามหลัก ตามเนื้อหา มุ งแสดงอรรถ แสดงธรรม ไม ยกตน ไม เสียดสีข มขี่
ผู อื่น 26

26 อังคุตรนิกาย ป ญจกนิบาต. 22/159/205 203 อ างใน ธรรมนูญชีวิต โดย พระเทพเวที (ประยุคธ ปยุตฺโต) . กรุงเทพ ฯ :

สหธรรมิก, 2539. หน า 47.

อาจารย มีภาระหน าที่พึงปฏิบัติเพื่อเป นอนุเคราะห แก ศิษย คือ การแนะนําพร่ําสอนในทาง
ที่ดี ให เรียนรู ในสิ่งที่ดีมีประโยชน ให ความรู ถ ายทอดศิลปวิทยาทั้งหมดโดยไม ป ดบังอําพราง ยก
ย องศิษย ที่มีความประพฤติให เป นที่ปรากฏในกลุ มเพื่อนฝูง ทําความป องกันในสังคม สามารถเป น
ที่พึ่งในเมื่อศิษย ไปอยู สถานที่อื่นด วยการให ความรู ในการประกอบอาชีพ สอนฝ กให สามารถใช วิชา
เลี้ยงชีพและรู จักดํารงรักษาตน ในอันที่จะดําเนินชีวิตต อไปด วยดี เมื่อศิษย ปฏิบัตต ออาจารย เช นนี้
ได ชื่อว าเป นผู ปกป ดทิศเบื้องขวาเอาไว ได และจะทําให เกิดความเกษมสําราญ ให ไม มีภัยแก ชีวิต 27
พระพุทธเจ าถือว าเป นแบบอย างของครูที่เป นบรมครู ทรงสอนถ ายทอดอย างไม ป ดบังอํา
พราง สอนเต็มกําลังความสามารถและความรู ที่มีอยู ไม มีนอกไม มีใน ไม มีสิ่งแอบแฝง ไม อําพราง
ไว เพื่อผลประโยชน อย างอื่น ปณิธานแห งความเป นครูเช นนี้ เห็นได จากพระดํารัสที่พระองค ตรัสกับ
พระอานนท ไว ว า “ธรรมอันเราได แสดงแล ว กระทําไม ให มีในมีนอก กํามืออาจารย ในธรรมทั้งหลาย มิได
มีแก ตถาคต”28

3. ความสัมพันธ ในฐานะที่เป นสามีและภรรยา

ชีวิตมนุษย ในวิถีแห งปุถุชน มีภาระ มีความมุ งหวัง มีความคาดหวัง หวังทั้งความยืน
ยาวแห งชีวิต และความยืนยาวแห งสกุล มีความต องการที่จะนําพาตัวเองออกจากความเหงา
ความว าเหว ไม สามารถทนอยู อย างโดดเดี่ยวลําพังตลอดชีวิต ต องการตอบสนองความต องการ
ตามธรรมชาติของมนุษย ลักษณะชีวิตที่เป นดังกล าวมานั้น เพื่อตอบสนองความต องการเช นนั้น
มนุษย จึงผู เป นเสาะแสวงหาตลอดชีวิต โดยเฉพาะอย างยิ่ง แสวงหาคู ชีวิต
คําสอนในพระพุทธศาสนา มิได มุ งหวังให ทุกคนต องหมดกิเลสและไม ได สั่งสอนเพื่อมุ ง
นิพพานโดยส วนเดียว หากแต ยังมีหลักคําสอนสําหรับบุคคลที่ยังไม พร อมที่จะไปถึงจุดนั้นได แต
อย างไรก็ตาม แนวคําสอนระดับนี้ ก็ไม ขัดขวางทางแห งพระนิพพานแต ประการใด
ความรัก จึงเป นจุดเชื่อมชีวิตของคนสองคนให รวมเป นหนึ่ง หมายถึง เชื่อมความคิด
ความรู สึกไปในทิศทางเดียวกัน การกระทําก็สอดคล องต องกัน เพราะมิเช นนั้นแล ว การดําเนินชีวิต
คู มิอาจยั่งยืนและประสบสุขได ดังนั้น ในนิยามแห งความรัก หนึ่งบวกหนึ่งไม ใช เท ากับสองแล ว
หนึ่งบวกหนึ่งควรเท ากับหนึ่ง

มีคนให คํานิยามความรักไว มากมายมากพอกับมนุษย ผู มีความรัก เช น ความรักคือ ความ
ยินดีพอใจ ติดยึด ผูกพันอยู กับสิ่งใดสิ่งหนึ่ง เป นอารมณ ทางใจ ที่เกิดจากความกําหนัดยินดีใน

27 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/200.
28 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/93/118, สุมังคลวิลาสินี 2/150/165.

อารมณ ที่น าใคร น าปรารถนา 29 เป นต น ความสําคัญของความรักอยู ที่จะเป นแรงผลักดันให
ดําเนินชีวิตต อไป ต อสู กับป ญหาและอุปสรรคของชีวิต พร อมกับสร างทุกข ให กับชีวิตต อไปเช นกัน
ในระดับปุถุชน จะดํารงชีวิตอยู อย างเป นปกติสุขตามสมควร มีความรุ งเรือง มี
ความก าวหน าในอาชีพในสังคม ก็ต องอาศัยความรักจากมิตรสหาย หมู คณะ จากสังคมที่เราอยู
ร วมกันนั้น ๆ ด วย ถ าผู ใดไร รัก ขาดความรัก ขาดคนรัก ขาดสิ่งที่ตนรัก ชีวิตก็มีแต ความแห งแล ง
อับเฉา ว าเหว เต็มไปด วยความทุกข ยากต าง ๆ นานา โลกคือชีวิตอยู เป นสุขได ก็เพราะมีความรัก
อุดหนุนค้ําจุน (โลโกป ตถัมภิกา เมตตา) 30

ความรัก 2 ประเภท
1. ความรักแบบกามารมณ (กามราคะ)

เป นความรักที่ผสมด วยความใคร ความอยาก ความต องการในรูป เสียง กลิ่น รส
สัมผัส เป นส วนใหญ เป นความรักเพื่อได เพื่อเอา เป นความรักของคนหนุ มคนสาว รุนแรง เร าร อน
กระวนกระวาย หากไม ได ตามต องการ ตามปรารถนา มักแสดงปฏิกิริยาออกมาในทางที่จะ
ก อให เกิดโทษเกิดภัย เกิดความเดือดร อนต าง ๆ มากมาย เช น ฉุด คร า อนาจาร ข มขืน ฆาตกรรม
หย าร าง ประทุษร าย ผูกคอตาย อกหัก ล างแค น ชิงรัก หักสวาท เป นต น มีข าวลงหนังสือพิมพ ทุก
วัน

2. ความรักแบบมีคุณธรรม (เมตตาธรรม)

เป นความรักที่มากไปด วยคุณธรรม มีเมตตาปรานีเป นหลักยึดทางใจ เป นความรัก
เพื่อให เพื่อเสียสละ เพื่อเกื้อกูลอุดหนุนช วยเหลือ ด วยความบริสุทธิ์ใจ เช น ความรักที่พ อแม มีต อ
ลูก ครูอาจารย มีต อลูกศิษย มิตรมีต อมิตร เป นต น ความรักแบบคุณธรรมนี้เป นความรักที่เยือก
เย็น หนักแน น มั่นคง ไม เร าร อนรุนแรงเหมือนความรักแบบแรก แต ถ าความรักเปลี่ยนแปลง คนที่
เรารักมีอันเปลี่ยนแปลงไป เช น ลูก ๆ เจ็บไข ได ป วยหรือล มหายตายจากไป ก็จะก อให เกิดความ
ทุกข ความโศก ความเศร า อย างมหาศาลทีเดียว เป นความทุกข ความโศก ความเศร า ความ
เสียใจ อาลัยอาวรณ ที่หนักหน วง ทรมานจิตใจมาก ยากที่จะพรรณนาได ผู ที่ได ประสบเข ากับตัว
เท านั้นจะรู ได ดี 31

29 สุภัทร ไพศาล,ผศ. พระพุทธศาสนากับชีวิตประจําวัน (Buddhism and Daily Life). โครงการจัดตั้งภาควิชาปรัชญา
และศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม , 2527 หน า 142.
30 สุภัทร ไพศาล,ผศ. เรื่องเดียวกันง หน า 142.
31 สุภัทร ไพศาล,ผศ. เรื่องเดียวกันง หน า 143.

จะเห็นได ว า ความรักทั้งสองประเภทนั้น ยังไม มีความปลอดภัยเพราะยังเป นเหตุทําให เกิด
ความทุกข อยู ร่ําไป แม ความรักอย างที่สองจะดูดีกว าความรักแบบที่หนึ่งก็ตาม แต หากเป นความ
รักที่ยังเข าไปไม ถึงอุเบกขาธรรม คือ ความรักที่ยังตั้งอยู บนพื้นฐานของความไม เข าใจถึงความจริง
ของสรรพสิ่งว ามีการเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลาสุดที่จะห ามและควบคุมได และอยู บนฐานของ
ความไม ถูกต องเที่ยงธรรม หรือไม ใช ความรักที่ตั้งอยู บนความถูกต องเที่ยงธรรมตามความเป นจริง
ความรักเช นนี้ มีผลเป นความทุกข ของชีวิต ดังที่พระพุทธเจ าตรัสเตือนพุทธบริษัทเสมอว า

“ความโศก ย อมเกิดจากความรัก ภัย ย อมเกิดจากความรัก
ความโศก ย อมไม มีแก ผู พ นแล วจากความรัก ภัยจักมีแต ที่ไหน”32

ดังนั้น ความรักที่แท จริง และความรักที่ปลอดภัย ซึ่งจะไม ก อความทุกข ความโศกเศร า
เสียใจมาให ในภายหลัง ต องเป นความรักที่ตั้งอยู บนฐานของความไม เห็นแก ตัว (อนัตตา) และ
ความถูกต องเป นธรรม (อุเบกขาธรรม) ความรักที่เป นทุกข ก็เพราะเป นความรักที่ไม เข าถึงความรู
ถูกรู ผิดตามความเป นจริงของสรรพสิ่ง ถ ารักแล วเป นทุกข จะรักทําไม เป าหมายของความรักอยู ที่
ความสุขใช หรือไม ผู ที่รักเป น ความรักจะไม ทําให เขาเป นทุกข ได เพราะเมื่อสิ่งที่รักหรือของที่รัก
แม กระทั่งคนรักเปลี่ยนไปหรือจากไปหรือมีอันเป นไปอย างหนึ่งอย างใด ผู ที่รักเป นก็จะบอกตัวเอง
ว า นั่นเป นเพราะมันต องเป นเช นนั้นเอง ไม ใช เพราะอยากให มันเป น ยอมรับในความเป นจริง ยิ่งทํา
ให ชีวิตรัก ได สัมผัสรักที่แท จริง

ท านโพธิรักษ แห งสํานักสันติอโศก ได จําแนกถึงความรักเอาไว อย างน าคิดถึง 10 มิติ

ด วยกันคือ

1. รักในกามคุณ 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส เรียกว า ความรักแบบกามนิยม
2. รักในผัว ในเมีย ในลูก ในหลาย เรียกว า ความรักแบบพันธนิยม
3. รักในพ อ ในแม ในปู ย า ตายาย พี่น อง ญาติ เรียกว า ความรักแบบญาตินิยม
4. รักในหมู ในคณะ ในพรรค ในพวก เรียกว า ความรับแบบสังคมนิยม
5. รักในชาติ ในประเทศ ในแหล งกําเนิดของตน เรียกว า ความรักแบบชาตินิยม
6. รักประชาชนในชาติต าง ๆ เท าเทียมกันกับตนในชาติของตน เรียกว า ความรักแบบ

สากลนิยม

7. รักในเทพเจ าผู สร างสรรค ผู ทรงความยุติธรรม ผู คุ มครองรักษาโลก เรียกว า ความรัก
แบบเทวนิยม
8. รักในความจริงของโลก ความเป นไปของโลก ที่เที่ยงธรรม เช น มีเกิดมีตายเหมือนกัน
เรียกว า ความรักแบบสัจธรรมนิยม

32 ขุททกนิกาย ธรรมบท 25/43/26.:-

เปมโต ชายตี โสโก เปมโต ชายตี ภยํ
เปมโต วิปฺปมุตฺตสฺส นตฺถิ โสโก กุโต ภยํ ฯ

9. รักในความหลุดพ นจากความทุกข พ นจากเกิด แก เจ็บ ตายได เรียกว า ความรักแบบ

วิมุตตินิยม

10. รักในความเป นผู รู แจ งโลก ข ามพ นจากกระแสของโลกเสียได อยู เหนือโลกได เรียกว า
ความรักแบบพุทธนิยม 33
สาเหตุของความรัก

ในวรรณคดีทางพระพุทธศาสนา ได กล าวถึงสาเหตุที่จะทําให คนรักต องอาศัยป จจัยสําคัญ

2 อย างด วยกัน คือ

1. เพราะเคยอยู ร วมกันมาก อน เรียกว า บุพเพสันนิวาส
2. เพราะการเกื้อกูลช วยเหลือกันในป จจุบัน เรียกว า ป จจุบันหิต.34
ด วยป จจัยทั้งสองอย างดังกล าว จะเป นคําอธิบายในกรณีที่ชายหญิงที่ไม เคยรู จักพบหน า
กันมาก อน พอได ยินชื่อก็เกิดความรัก35 หรือพอพบหน าก็เกิดความรักแก กัน เช นนี้เรียกว า เป น
บุพเพสันนิวาส ที่เคยอยู ร วมกันมาก อนหรือเคยเป นสามีภรรยากันมาในชาติที่ใกล จึงทําให พลัง
ความรักเกิดขึ้นในทันที ความผูกพันที่เกิดขึ้นในลักษณะเช นนี้จะอยู ครองเรือนด วยกันยืนนาน
เพียงไรนั้น ต องอาศัยป จจัยที่สองคือ การคอยช วยเหลือเกื้อกูลกันในทางที่ดีงาม เป นการผูก
สัมพันธ ให แนบขึ้น (สร างเหตุใหม ) เพราะถ าไม เช นนั้น ความรักเช นนี้อาจจะไม ยืนยาว
ส วนผู ที่ต องอาศัยความเกื้อกูลกัน ทํางานร วมกัน (ตื้อ) เกิดความสนิทสนมกันจน
กลายเป นความรักในที่สุด เช นนี้เรียกว า เป นเหตุป จจุบันที่เกื้อกูลกัน มีความเห็นอกเห็นใจกันใน
ที่สุดก็แต งงาน หรืออาจจะไม ได แต งงานก็ได ในกรณีนี้ไม ได หมายความว า ไม เคยอยู ร วมกันมา
ก อนแต ประการใด เพียงแต ว าอาจจะเคยอยู ร วมกันในภพที่ห างไกลออกไปหลาย ๆ ชาติ จึงทําให
พลังความรักก อเกิดขึ้นได ค อนข างช าต องใช เวลา เรียกว า สาเหตุในอดีตมีพลังอ อน ต องใช พลังใน
ป จจุบันช วยหนุนให เกิดพลัง ที่กล าพูดเช นนี้ก็เพราะว าในวรรณคดีทางพระพุทธศาสนา มีกล าว
ยืนยันได ข อนี้ไว ว า

“แท จริง ในสงสารวัฏที่มีเบื้องต นและเบื้องปลายที่ไม สามารถรู ได บุคคลผู ที่ไม เคยเป นภรรยา
หรือสามีมาก อน ไม มี, กระนั้น ในอัตภาพที่ใกล ความรักสิเนหา จึงมีประมาณมากในหมู ญาติ” 36

33 สุภัทร ไพศาล,ผศ. เรื่องเดียวกัน. หน า 144-5.
34 ธรรมบทอรรถกถา. 2/20. : - "ปุพฺเพว สนฺนิวาเสน ปจฺจุปฺปนฺนหิเตน วา
เอวนฺตํ ชายเต เปมํ อุปฺปลํว ยโถทเกติ
35 เช นกรณีของลูกสาวเศรษฐีที่พอได ฟ งชื่อของนายโฆสกะเท านั้น ก็เกิดความรักทันที ดู เรื่องสามาวดี ในธรรมบทภาค 2

หน า 20-21.

36 ธรรมบทอรรถกถา. 5/38. “กิ ฺจาป หิ อนมตคฺเค สํสาเร ชายา วา ปติ วา อภูตปุพฺโพ นาม นตฺถิ, อวิทูเร ปน

อตฺตภาเว าตเกสุ อธิมตฺโต สิเนโห โหติ”

นั่นก็หมายความว า ทุกคนนั้นล วนแต เคยเป นสามีภรรยากันมาก อนทั้งนั้น จะเห็นว า
มักจะมีความเยื่อใยต อกันและกันเสมอ เพียงแต ว า จะอยู ในกรอบของสังคมที่ยอมรับกันเช นไรอีก
ชั้นหนึ่งซึ่งจะเป นตัวทําให ไม สมรักได และที่น าสนใจมากก็คือ ระยะเวลาที่เคยอยู ร วมกันมาก อน
จะเป นตัวแปรในการที่ความรักจะแสดงพลังได มากน อย กล าวคือ ถ าเคยอยู ร วมกันในอดีตชาติที่
ใกล ความรักความผูกพัน ก็จะมีพลังยิ่ง แต ถ าในชาติห างไกลมาก ๆ ก็แทบจะไม เหลือความเยื่อใย
ต อกันอีกเลย ฉะนั้น บางครั้งเราก็ต องอดทนรอ เพื่อให เวลาแก กันและกันเพื่อฟ นความทรงจําที่ดี
ต อกันในอดีตให ผุดขึ้นอีกครั้ง ด วยการเกื้อกูลกันในป จจุบัน

วิธีผูกรักของหนุ มสาว

บางทีมนุษย ก็มีเนื้อคู ที่เคยอยู ร วมกันมานานเกินไปเกินกว าที่จะเกิดความรักขึ้นทันทีได จึง
จําเป นต องมีวิธีเพื่อฟ นความจํากลับมา ด วยการแสดงออกทางกายและวาจา ท านแนะหลักเอาไว
8 วิธีด วยกันคือ

1. ผูกสัมพันธ กันด วยรูป โดยยึดหลัก ไก งามเพราะขน คนงามเพราะแต ง แต งให สุภาพ
เรียบร อย ไม ฟุ งเฟ อ ไม เห อตามแฟชั่น
2. ผูกด วยการยิ้มแย มแจ มใส ยิ้มใส กันอยู เสมอ
3. ผูกด วยการพูดจาอ อนหวานนิ่มนวล ปากหวานเสมอ
4. ผูกด วยเพลงขับ ใช เพลงเป นสื่อ
5. ผูกด วยการร องไห สมเหตุสมผล ตามกาละเทศะอันควร
6. ผูกด วยอากัปกิริยา คือ กิริยาท าทางที่สุภาพอ อนโยน
7. ผูกด วยของกํานัล ให ของฝากของขวัญตามโอกาส
8. ผูกด วยผัสสะทางตา ใช ตาเป นสื่อ ทางหูใช หูเป นสื่อ ทางลิ้นใช ลิ้นเป นสื่อ เช น พูดฝาก
รักไป ยกย องสรรเสริญไป เป นต น
การติดต อผูกสัมพันธ กันระหว างหนุ มสาวนั้น มีความจําเป นมาก เพื่อทั้งสองฝ ายจะได
เข าใจซึ่งกันและกัน ก อนที่จะตัดสินใจแต งงานกัน โบราณไทยเราให ถือหลัก “เข าตามตรอก ออก
ตามประตู” คือ ให ใช สื่อสัมพันธ กันอย างถูกต องตามขนบธรรมเนียม ประเพณีที่ดีงาม อย าชิงสุก
ก อนห าม อย าทําตามอํานาจของกิเลสตัณหา ให ปรึกษาหารือผู หลักผู ใหญ ให ท านรู เห็น ยินดี
พอใจด วย ส วนหนุ มสาวก็ควรคิดว า สัมพันธ ผูกเสน หากันด วยวิธีต าง ๆ 8 วิธีตามที่ทางศาสนา
แนะไว ก็จะเป นประโยชน เป นผลสําเร็จดังประสงค ได 37

37 สุภัทร ไพศาล,ผศ. เรื่องเดียวกัน. หน า 146.

หลักการเลือกคู ครองที่ดี

ในเรื่องคู ครองของชีวิตมนุษย ก็เช นเดียวกัน พระพุทธเจ าได วางแนวทางในการเลือกสรร
หาคู ครองที่ดี ที่จะร วมชีวิตด วยกันได ซึ่งนอกจากเรื่องกามคุณ ที่เนื่องด วยรูปสมบัติ ทรัพย สมบัติ
คุณสมบัติต าง ๆ ตามคติของชาวโลกแล ว คู ครองชีวิตที่ดีควรประกอบด วยคุณธรรมที่จะทําให คู
สมรสมีชีวิตสอดคล อง กลมกลืนกัน เป นพื้นฐานอันมั่งคงที่จะทําให อยู ครองกันได ยืดยาว เรียกว า
สมชีวิธรรม 4 ประการคือ

1. สมสัทธา มีศรัทธาสมกัน เคารพนับถือในลัทธิศาสนา สิ่งเคารพบูชาและหลักการ
ต าง ๆ ตลอดจนแนวความสนใจอย างเดียวกัน หนักแน นเสมอกัน หรือปรับเข าหากัน ลงกันได
2. สมสีลา มีศีลสมกัน คือ ความประพฤติ ศีลธรรม จรรยา มารยาท พื้นฐานการอบรม

พอเหมาะสอดคล อง ไปกันได

3. สมจาคา มีจาคะสมกัน คือ มีความเอื้อเฟ อเผื่อแผ ความโอบอ อมอารี มีใจกว าง
ความเสียสละ ความพร อมที่จะช วยเหลือเกื้อกูลผู อื่น พอกลมกลืนกัน ไม ขัดแย งกันบีบคั้นกัน
4. สมป ญญา มีป ญญาสมกัน คือ ความรู เหตุ รู ผล เข าใจกัน อย างน อยพูดกันรู เรื่อง 38
ประเภทของคู ครอง
นอกจากได วางแนวทางในการเลือกคู ครองที่ดีแล ว พระพุทธเจ ายังทรงจําแนกประเภท
ภรรยาที่เป นคู ชื่นชมคู ระกําที่มีปรากฎอยู ในโลกนี้ไว 7 จําพวกด วยกันคือ
1. วธกาภริยา ภรรยาเยี่ยงเพชฌฆาต คือ ภรรยาที่มิได อยู กินด วยความพอใจ ดูหมิ่นและ

คิดทําลายสามี

2. โจรีภริยา ภรรยาเยี่ยงโจร คือ ภรรยาชนิดที่ล างผลาญทรัพย สมบัติ
3. อัยยาภริยา ภรรยาเยี่ยงนาย คือ ภรรยาที่เกียจคร าน ไม ใส ใจในการงาน ปากร าย

หยาบคาย ชอบข มสามี

4. มาตาภริยา ภรรยาเยี่ยงมารดา คือ ภรรยาที่หวังดีเสมอ คอยห วงใย เอาใจใส สามี หา
ทรัพย มาได ก็เอาใจใส คอยประหยัดรักษา
5. ภคินีภริยา ภรรยาเยี่ยงน องสาว คือ ภรรยาผู เคารพรักสามี ดังน องรักพี่ มีใจอ อนโยน

รู จักเกรงใจ มักคล อยตามสามี

38 อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต. 21/55/80.,ใน พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, 2539.

หน า 34.

6. สขีภริยา ภรรยาเยี่ยงสหาย คือ ภรรยาที่เป นเหมือนเพื่อน มีจิตภักดี เวลาพบสามีก็ร า
เริงดีใจ เป นผู มีกิริยามารยาท ประพฤติตัวดี
7. ทาสีภริยา ภรรยาเยี่ยงนางทาสี คือ ภรรยาที่ยอมอยู ใต อํานาจสามี ถูกสามีตะคอกตบ
ตี ก็อดทน ไม แสดงความโกรธตอบ 39
แม พระองค จะทรงจําแนกประเภทภรรยาไว เท านั้น ความเป นสามี ก็ควรเปรียบเทียบได กับ
ประเภทของภรรยาเช นเดียวกัน เพราะฉะนั้น ทั้งสามีและภรรยา ก็ควรที่จะตรวจสอบตนเองว า
เท าที่เป นอยู หรือกําลังจะเป นในอนาคตนั้น เป นประเภทไหนและจะเป นประเภทไหน ควรจะเป น
ประเภทไหน เพื่อสํารวจอุปนิสัยของตนว า ควรแก ชายหรือหญิงประเภทใด เพื่อที่จะทําให ชีวิต
ครอบครัวมีความสุขสงบตามที่ควรจะเป น
พระพุทธเจ าแสดงการอยุ ร วมกันของสามีภรรยาตามความประพฤติหรือคุณธรรมของทั้ง

สองฝ ายโดยจัดเป นคู 4 คู 1) ผี

มาอยู กับผี 2) เทวดาอยู กับผี 3) ผีอยู กับเทวดา 4) เทวดาอยู กับ

เทวดา ดังที่พระองค ตรัสสรุปไว ว า

“ภรรยาและสามีทั้งสองเป นผู ทุศีล เป นคนตระหนี่ มักด าว าสมณพราหมณ ชื่อว าเป นผีมาอยู

ร วมกัน

สามีเป นผู ทุศีลมีความตระหนี่ มักด าว าสมณพราหมณ ส วนภรรยาเป นผู มีศีล รู ความประสงค
ของผู ขอ ปราศจากความตระหนี่ ภรรยานั้นชื่อว าเทวดาอยู ร วมกับสามีผี
สามีเป นผู มีศีล รู ความประสงค ของผู ขอ ปราศจากความตระหนี่ ส วนภรรยาเป นผู ทุศีล มีความ
ตระหนี่ มักด าว าสมณพราหมณ ชื่อว าหญิงผีอยู ร วมกับสามีเทวดา
ทั้งสองเป นผู มีศรัทธารู ความประสงค ของผู ขอ มีความสํารวม เป นอยู โดยธรรม ภรรยาและสามี
ทั้งสองนั้น เจรจาถ อยคําที่น ารักแก กันและกัน ย อมมีความเจริญรุ งเรืองมาก มีความผาสุก
ทั้งสองฝ ายมีศีลเสมอกันรักใคร กันมาก ไม มีใจร ายต อกัน ครั้นประพฤติธรรมในโลกนี้แล ว เป นผู
มีศีลและวัตรเสมอกัน ย อมเป นผู เสวยกามารมณ เพลิดเพลินบันเทิงใจอยู ในเทวโลก”40

หลักการครองเรือนให เป นสุข

ในครองเรือนเป นครอบครัว ซึ่งถือว าเป นแหล งฝ กอบรมพื้นฐานที่สุดที่มีอิทธิพลต อมนุษย
ในการหล อหลอมอุปนิสัย ชี้วัดคุณค าของความเป นมนุษย ในการครองเรือนเพื่อให มีความสุขและ
มั่นคง ไม มีความทะเลาะวิวาทภายในครอบครัว พระพุทธเจ าได วางหลักธรรมสําหรับประพฤติ
ปฏิบัติต อกันภายในครอบครัว เรียกว า ฆราวาสธรรม 4 ประการ ดังนี้
1. สัจจะ ความจริง คือ ซื่อสัตย ต อกัน ทั้งจริงใจ จริงวาจา และจริงในการกระทํา

39 อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต. 23/60/92.,ใน พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. หน า 35.
40 อังคุตรนิกาย จตุกกนิบาต. 21/54/70.

2. ทมะ ฝ กตน คือ รู จักควบคุมจิตใจ ฝ กหัดดัดนิสัย แก ไขข อบกพร อง ข อขัดแย ง ปรับตัว

ปรับใจเข าหากัน

3. ขันติ อดทน คือ มีจิตใจเข มแข็งหนักแน น ไม วู วาม ทนต อความล วงล้ําก้ําเกินกัน และ
ร วมกันอดทนต อความเหนื่อยยาก ลําบากตรากตรํา ฝ าฟ นอุปสรรคไปด วยกัน
4. จาคะ เสียสละ คือ มีน้ําใจ สามารถเสียสละความสุขสําราญ ความพอใจส วนตนเพื่อ
คู ครองได เช น อดหลับอดนอนพยาบาลกันในยามเจ็บไข เป นต น ตลอดจนมีจิตใจเอื้อเฟ อเผื่อแผ
ต อญาติมิตรสหายของคู ครอง ไม ใจแคบ 41

ตระหนักถึงความแตกต าง

ธรรมชาติของสตรีนั้น ไม เหมือนกับบุรุษ สตรีนั้นจะมีความทุกข จําเพาะตัวโดยธรรมชาติ
ส วนหนึ่งต างหากจากผู ชาย ซึ่งผู เป นสามีควรทําความเข าใจและพึงปฏิบัติด วยความเอาใจใส เห็น
อกเห็นใจภรรยา ความทุกข เฉพาะตัวของผู หญิง ได แก
1. ผู หญิงต องจากหมู ญาติมาอยู กับตระกูลของสามีทั้งที่ยังเป นเด็กสาว สามีควรให ความ

อบอุ นใจ

2. ผู หญิงมีระดู ซึ่งบางคราวก อป ญหาให เกิดความแปรปรวนทั้งใจและกาย ฝ

ายชายควร

เข าใจ

3. ผู หญิงมีครรภ ซึ่งยามนั้น ต องการความเอาใจใส บํารุงกายใจเป นพิเศษ
4. ผู หญิงคลอดบุตร ซึ่งเป นคราวเจ็บปวดทุกข แสนสาหัส และเสี่ยงชีวิตมาก สามีควรใส

ใจเหมือนเป นทุกข ของตน

5. ผู หญิงต องคอยปรนเปรอเอาใจฝ ายชาย ฝ ายชายไม ควรเอาแต ใจตัว พึงซาบซึ้งใน
ความเอื้อเฟ อและมีน้ําใจตอบแทน 42

สตรีที่ได ชื่อว าเป นชนะโลกนี้

มาตุคามที่ได ชื่อว าเป นผู ปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกนี้ เพราะภาระหน าที่ที่ควรปฏิบัติต อสามี
และจัดว าเป นคุณธรรมสําหรับผู เป นภรรยา 4 ประการ คือ
1) เป นผู จัดการงานดี เป นคนขยัน ไม เกียจคร านในการงานภายในบ านของสามี คือ การ
ทําผ าขนสัตว หรือการทําผ าฝ าย ประกอบด วยป ญญาพิจารณาหาอุบายในกิจการงาน และ
สามารถทํากิจการนั้นได

41 สังยุตนิกาย สคาถวรรค. 15/845/316. ใน พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. หน า 36.
42 สังยุตนิกาย สฬายตนวรรค. 18/462/297. ใน พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. หน า 37.

2) สงเคราะห คนข างเคียงของสามีดี รู การงานที่ชนภายในบ านของสามี คนรับใช หรือ
กรรมกรทําแล วหรือที่ยังไม ได ทํา รู คนที่ป วยไข ว าดีขึ้นหรือทรุดลง และแบ งของเคี้ยวของบริโภคให
ตามเหตุที่ควร

3) ประพฤติเป นที่พอใจของสามี ไม ละเมิดสิ่งอันไม เป นที่พอใจของสามีแม เพราะเหตุแห ง

ชีวิต

4) รักษาทรัพย ที่สามีหามาได จัดการทรัพย ข าวเปลือก เงินหรือทอง ที่สามีหามาได ให คง
อยู ด วยการรักษา คุ มครอง และไม เป นนักเลงการพนัน ไม เป นขโมย ไม เป นนักดื่ม ไม ผลาญทรัพย
ให พินาศ

สตรีที่ได ชื่อว าเป นผู ชนะโลกหน า

มาตุคามที่ได ชื่อว าปฏิบัติเพื่อชัยชนะในโลกหน า คือผู ประกอบด วยธรรม 4 ประการคือ
1) เป นผู ถึงพร อมด วยศรัทธา เป นผู มีศรัทธา เชื่อพระป ญญาเครื่องตรัสรู ของพระตถาคต
ว า แม เพราะเหตุนี้ๆ พระผู มีพระภาคพระองค นั้น เป นพระอรหันต ตรัสรู เองโดยชอบ ถึงพร อมแล ว
ด วยวิชชาและจรณะ เสด็จไปดีแล ว ทรงรู แจ งโลก เป นสารถีฝ กบุรุษที่ควรฝ ก ไม มีผู อื่นยิ่งกว า เป น
ศาสดาของเทวดาและมนุษย ทั้งหลาย เป นผู เบิกบานแล ว เป นผู จําแนกธรรม
2) เป นผู ถึงพร อมด วยศีล เป นผู งดเว นจากปาณาติบาต จากอทินนาทาน จาก
กาเมสุมิจฉาจาร จากมุสาวาท และจากการดื่มน้ําเมา คือ สุราและเมรัยอันเป นที่ตั้งแห งความ
ประมาท

3) เป นผู ถึงพร อมด วยจาคะ มีจิตปราศจากมลทิน คือ ความตระหนี่ อยู ครองเรือน มี
จาคะอันปล อยแล ว มีฝ ามืออันชุ ม ยินดีในการสละ ควรแก การขอ ยินดีในการจําแนกทาน
4) เป นผู ถึงพร อมด วยป ญญา เป นผู มีป ญญา คือ ประกอบด วยป ญญาเครื่องพิจารณา
ความเกิดและความดับ เป นอริยะ ชําแรกกิเลส ให ถึงความสิ้นทุกข โดยชอบ
นารีใดมีธรรม 8 ประการนี้ ดังกล าวมานี้ ปราชญ ทั้งหลายกล าวสรรเสริญนารีแม นั้นว า
เป นผู มีศีล ตั้งอยู ในธรรม พูดคําสัตย อุบาสิกาผู มีศีลเช นนั้น ถึงพร อมด วยอาการ 16 อย าง
ประกอบด วยองคคุณ 8 ประการ ย อมเข าถึงเทวโลกประเภทมนาปกายิกา43
ในการจําแนกบุคคลในสังคมที่มีความผูกพันสัมพันธ มนุษย ในทางพระพุทธศาสนา ได
จําแนกภรรยาให เป นทิศเบื้องหลังเพื่อเป นข อเตือนใจผู เป นสามีว ายังมีผู รอคอยอยู เบื้องหลัง และผู
เป นสามีพึงให การบํารุงด วยการยกย องว าเป นภรรยา การไม ดูหมิ่น การไม ประพฤตินอกใจ การ
มอบความเป นใหญ ให และการให เครื่องแต งตัว44

43 อังคุตรนิกาย สัตตกนิบาต. 23/139/275.
44 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/201.

4. ความสัมพันธ ในฐานะที่เป นมิตรสหาย

ในความสัมพันธ ระหว างมนุษย ในฐานะที่เป นเพื่อนหรือมิตรสหายที่มีความเยื่อใยกันและ
กัน สามารถเป นที่พึ่งพิงในยามต องการได การที่จะดํารงอยู ในสังคมตามวิสัยมนุษย จําเป น
จะต องมีเพื่อน ดังคํากล าวที่ว า “นกไม มีขน คนไม มีเพื่อน ขึ้นสู ที่สูงไม ได ” และก็เป นความจริง
เช นนั้นที่ว า เราไม สามารถทํากิจการต าง ๆ โดยลําพังคนเดียวได อย างไรก็ตาม การที่จะคบเพื่อน
นั้น ในมงคลสูตร พระพุทธเจ า ตรัสให แนวทางในการคบเพื่อนไว ก็คือ อย าคบคนพาล ให คบแต
บัณฑิต จึงจะจัดว าเป นการดีที่สุดสําหรับชีวิต 45
การคบเพื่อนชั่วหรือมิตรที่ไม ดีนั้น ถือว าเป นการป ดกั้นจากประโยชน สุขที่จะพึงได เสียทั้ง
ประโยชน ในโลกนี้และโลกหน า เป นเหตุอย างหนึ่งในบรรดาเหตุ 6 ประการที่เป นตัวกําจัดมนุษย
จากประโยชน สุขที่พึงได 46

พระพุทธเจ าให แนวทางในการเลือกคบเพื่อนไว โดยเฉพาะเน นให คบแต คนดีที่เป นบัณฑิต
นักปราชญ ถึงขั้นที่ว าถ าหากหาเพื่อนที่ดีที่เป นบัณฑิตไม ได ให อยู คนเดียวเที่ยวไปคนเดียวเสียยัง
ดีกว าการมีเพื่อนชั่ว อย างไรก็ตาม แม จะได ชื่อว าคบกับเพื่อนที่ดีเป นปราชญ ราชบัณฑิต ก็ต องมี
สติในการคบเพื่อนนั้น จะเห็นได จากข อความต อไปนี้

“ถ าได เพื่อนที่มีป ญญาเที่ยวด วยกัน เป นนักปราชญ คอยช วยเหลือกัน เขาครอบงําอันตรายทั้ง
ปวงเสียได พึงพอใจ มีสติเที่ยวไปกับสหายนั้น
ถ าไม ได สหายมีป ญญาเที่ยวไปด วยกัน เป นนักปราชญ คอยช วยเหลือกัน พึงเที่ยวไปคนเดียว ดุจ
พระราชาทรงสละแว นแคว น คือราชอาณาจักร และดุจช างมาตังคะ ละฝูงเที่ยวไปในป า ฉะนั้น
การเที่ยวไปคนเดียวดีกว า เพราะคุณเครื่องเป นสหายไม มีในคนพาล พึงเที่ยวไปคนเดียว และไม
พึงทําบาป ดุจช างมาตังคะ มีความขวนขวายน อย เที่ยวไปในป าแต ลําพัง ฉะนั้น”47 และที่ว า
“ถ าว าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม พึงประสบสหายประเสริฐกว าตน หรือสหายผู เช นด วยตนไซร
บุคคลนั้นพึงทําการเที่ยวไปผู เดียวให มั่น เพราะว า คุณเครื่องความเป นสหาย ย อมไม มีในคนพาล”48

ลักษณะของคนพาลและบัณฑิต

45 ขุททกนิกาย ขุททกปาฐะ. 25/5/3.
46 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/ 185 :- เหตุ 6 ประการ คือ 1) การนอนสาย 2) การเสพภรรยาผู อื่น 3) ความประสงค ผูกเวร
4) ความเป นผู ทําแต สิ่งหาประโยชน มิได 5) มิตรชั่ว 6) ความเป นผู ตระหนี่เหนียวแน น
เหตุ 6 ประการ คือ 1) การพนันและหญิง 2) สุรา 3) ฟ อนรําขับร อง 4) นอนหลับในกลางวันบําเรอตนในสมัยมิใช การ

5) มิตรชั่ว 6) ความตระหนี่เหนียวแน น
47 วินัยป ฎก. 5/247/336.
48 ขุททกนิกาย ธรรมบท 25/15/23.

เมื่อเป นเช นนี้ เราจะรู ได อย างไรว า คนไหนเป นคนพาลหรือเป นบัณฑิตเพื่อที่จะเลือกคบ
หาได อย างถูกต อง ในพาลบัณฑิตสูตร มัชฌิมนิกาย อุปริป ณณาสก แสดงลักษณะเครื่องหมายที่
สามารถอ างได ว าเป นพาลหรือบัณฑิตเอาไว ว า

“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลักษณะเครื่องหมาย เครื่องอ าง ว าเป นพาลของคนพาลนี้มี 3 อย าง (คือ)
คนพาลในโลกนี้มักคิดความคิดที่ชั่ว มักพูดคําพูดที่ชั่ว มักทําการทําที่ชั่ว” 49
“ดูกรภิกษุทั้งหลาย ลักษณะ เครื่องหมาย เครื่องอ างว าเป นบัณฑิตของบัณฑิตนี้มี 3 อย าง
(คือ) บัณฑิตในโลกนี้มักคิดความคิดที่ดี มักพูดคําพูดที่ดี มักทําการทําที่ดี” 50

ลักษณะข อกําหนดให รู ว าเป นคนพาลหรือบัณฑิตนั้น

จึงสามารถรู ได โดยผ านการ
แสดงออกทางกาย วาจา และใจ ที่ดีหรือชั่วเป นข อสําคัญ แล วอย างไรถึงจะนับว าเป นการคิดดี พูด
ดี ทําดีหรือคิดชั่ว พูดชั่ว ทําชั่ว ประเด็นนี้ ขอให พิจารณาดังที่พระสิริมังคลาจารย อธิบายไว ในมังค
ลัตถทีปนี เพื่อเป นเกณฑ ตัดสินว าการคิด การพูด การทําเช นไรที่นับว าดีหรือชั่ว ท านอธิบายไว ว า
คนพาลนั้น เมื่อคิดก็จะคิดชั่ว คือ คิดเพ งเล็งอยากได คิดปองร ายอาฆาตผู อื่นและคิดผิดจาก
ครรลองคลองธรรม เมื่อพูด ก็จะพูดไม ดี คือ พูดเท็จ พูดคําหยาบ พูดส อเสียด พูดเพ อเจ อ เมื่อ
กระทําก็จะทําไม ดี คือ ฆ าสัตว ขโมยของผู อื่น ประพฤติมิชอบในทางเพศ และมอมเมาตัวเองด วย
สิ่งมึนเมาต าง ๆ 51

ลักษณะของเพื่อนเทียม

ในสิงคาลกสูตร ได แสดงถึงคนที่เป นมิตรเทียมหรือเทียมมิตรไม ใช มิตรแท และได แสดงถึง
ลักษณะบ งบอกให ทราบถึงคนแต ละประเภทไว ได แก คน 4 จําพวก คือ
1) คนปอกลอก [คนนําสมบัติของเพื่อนไปถ ายเดียว] คือ คนคิดเอาแต ได ฝ ายเดียว เสีย
ให น อยคิดเอาให ได มาก ไม รับทํากิจของเพื่อนในคราวมีภัย คบเพื่อนเพราะเห็นแก
ประโยชน ของตัว
2) คนดีแต พูด คือ คนที่เก็บเอาของล วงแล วมาปราศรัย อ างเอาของที่ยังไม มาถึงมา
ปราศรัย สงเคราะห ด วยสิ่งหาประโยชน มิได เมื่อกิจเกิดขึ้นแสดงความขัดข อง [ออก
ปากพึ่งมิได ]
3) คนหัวประจบ คือ คนที่คอยตามใจเพื่อนให ทําความชั่ว [จะทําชั่วก็คล อยตาม]
ตามใจเพื่อนให ทําความดี [จะทําดีก็คล อยตาม] ต อหน าสรรเสริญ ลับหลังนินทา

49 มัชฌิมนิกาย อุปริป ณณาสก . 14/468.
50 มัชฌิมนิกาย อุปริป ณณาสก . 14/484.
51 มังคลัตถทีปนี 1/17/14.

4) คนชักชวนในทางฉิบหาย คือ คนที่ชักชวนให ดื่มน้ําเมา คือ สุราและเมรัยอันเป น
ที่ตั้งแห งความประมาท ชักชวนให เที่ยวตามตรอกต าง ๆ ในเวลากลางคืน ชักชวนให
เที่ยวดูการมหรสพ ชักชวนให เล นการพนันอันเป นที่ตั้งแห งความประมาท
ลักษณะดังกล าวเมื่อกําหนดรู แล วว าคนที่คบด วยนั้นเป นเช นได ท านแนะนําให เว นเสียให
ห างไกล เหมือนคนเดินทางเว นทางที่มีภัย 52

ลักษณะของเพื่อนแท

ในสิงคาลกสูตร พระพุทธเจ าตรัสถึงลักษณะของเพื่อนว ามีหลายประเภท คือ เพื่อนในโรง
สุราก็มี เพื่อนกล าวแต ปากว าเพื่อนๆ ก็มี ส วนผู ใด เป นสหายในเมื่อความต องการเกิดขึ้นแล ว ผู
นั้นจัดว า เป นเพื่อนแท 53

ความจํากัดความของความเป นเพื่อนที่แท ตามข อความดังกล าว ก็คือ สามารถให ความ
ช วยเหลือได ในยามที่ต องการให ช วยในกิจการที่เกิดขึ้นหรือในยามจําเป นได
เพื่อนแท หรือเรียกอีกอย างหนึ่งว า คนมีใจดีหรือคนมีน้ําใจ จําแนกออกเป น 4 ประเภท

เช นกัน คือ

1) มิตรมีอุปการะ มีลักษณะคือ รักษาเพื่อนผู ประมาทแล ว รักษาทรัพย สมบัติของเพื่อน
ผู ประมาทแล ว เมื่อมีภัยเป นที่พึ่งพํานักได เมื่อกิจที่จําต องทําเกิดขึ้นเพิ่มทรัพย ให สอง
เท า [เมื่อมีธุระช วยออกทรัพย ให เกินกว าที่ออกปาก]
2) มิตรร วมสุขร วมทุกข มีลักษณะคือ บอกความลับ [ของตน] แก เพื่อน ป ดความลับ
ของเพื่อน ไม ละทิ้งในเหตุอันตราย แม ชีวิตก็อาจสละเพื่อประโยชน แก เพื่อนได
3) มิตรแนะประโยชน มีลักษณะคือ ห ามจากความชั่ว ให ตั้งอยู ในความดี ให ได ฟ งสิ่ง
ที่ยังไม เคยฟ ง บอกทางสวรรค ให
4) มิตรมีความรักใคร มีลักษณะคือ ไม ยินดีด วยความเสื่อมของเพื่อน ยินดีด วยความ
เจริญของเพื่อน ห ามคนที่กล าวโทษเพื่อน สรรเสริญคนที่สรรเสริญเพื่อน
มิตรทั้ง 4 ประเภทนี้ ผู ที่เป นบัณฑิตทราบชัดแล วพึงเข าไปนั่งใกล โดยเคารพ เหมือนมารดา

กับบุตร54

มิตรแท ดังกล าวนั้น ท านเปรียบเสมือนทิศเบื้องซ ายที่เป นสัมพันธ กับชีวิตมนุษย แต ละคนที่
ต องมีเพื่อนในลักษณะต าง ๆ ข อควรปฏิบัติที่เพื่อนควรมีต อเพื่อนท านกําหนดไว ว า ควรอนุเคราะห
ด วยการให ป น การเจรจาถ อยคําเป นที่ไพเราะ ประพฤติประโยชน วางตนเสมอต นเสมอปลาย

52 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/186-192
53 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/ 185.
54 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/ 193-197

ไม แกล งกล าวให คลาดจากความจริง รักษามิตรผู ประมาทแล ว รักษาทรัพย ของมิตรผู ประมาท
แล ว เมื่อมิตรมีภัยเอาเป นที่พึ่งพํานักได ไม ละทิ้งในยามวิบัติ นับถือตลอดถึงวงศ ของมิตร55

5. ความสัมพันธ ในฐานะที่เป นนายจ างและลูกจ าง

ทาสกรรมกรมีความสัมพันธ กับเราในฐานะที่เป นทิศเบื้องต่ํา คือ เป นผู ที่ด อยกว าตนใน
คุณสมบัติบางอย างในสถานภาพทางสังคมที่สมมติกันเท านั้น แต ไม หมดความเป นมนุษย ที่มี
ศักดิ์ศรีอยู ผู ที่อยู เหนือกว าหรือเป นเจ านาย ผู บังคับบัญชาระดับสูง จึงควรที่จะบํารุงดูแลเอาใจใส
ตามแนวทางที่พระพุทธศาสนาเสนอเอาไว คือ การมอบหมายงานให ทําตามเหมาะสมแก กําลัง
ความสามารถ การให อาหารและรางวัลตามสมควรแก ผลงาน การรักษาในคราวเจ็บไข มี
สวัสดิการให การแจกของมีรสแปลกประหลาดให กิน และด วยการปล อยให ไปเที่ยวพักผ อนใน
เวลาอันสมควร และในขณะเดียวกัน ผู ที่เป นทาสกรรมกร ก็ต องรูจักหน าที่ของตนเอง ปฏิบัติหน าที่
ที่ควรทําต อเจ านาย คือ ควรอนุเคราะห เจ านายด วยการลุกขึ้นทําการงานก อนนาย เลิกการงานที
หลังนาย ถือเอาแต ของที่นายให ทําการงานให ดีขึ้น นําคุณของนายไปสรรเสริญ 56

6. ความสัมพันธ ในฐานะที่เป นสมณพราหมณ

ในความเป นสังคมที่จําแนกคนออกเป นกลุ มตามคุณสมบัติหรือคุณธรรม แต ไม ถึงกับว า
ต องเป นอีกชนชั้นหนึ่ง ยังคงอยู ในลักษณะที่ยังต องอิงอาศัยกันและกัน เป นชนกลุ มเดียวกัน
หากแต เกิดความเบื่อหน ายในการอยู ครองเพศแบบชาวบ านทั่วไป อุทิศเพื่อขัดเกลาตนเอง ปฏิบัติ
ดีปฏิบัติชอบอยู กรอบศีลธรรมที่ดีงาม สละความสุขแบบชาวโลก แม ว าในแต ละสังคมจะเรียกชน
กลุ มนี้ว าอย างไรก็ตาม พระพุทธศาสนาได ให เกียรติชนกลุ มนี้ในฐานะเป นทิศเบื้องบน เป นผู ที่ควร
ให การยําเกรงเคารพบูชา ในฐานะเป นบุคคลตัวอย างที่กล าเสียสละตนเองเข าไปสู วิถีชีวิตที่กระทํา
ได ไม ง ายนัก ท านเหล านั้นได ชื่อว าเป นเนื้อนาบุญของสัตว โลก เพราะเหตุที่เป นที่ตั้งแห งคุณงาม
ความดี เป นเสมือนนาดีที่เพราะธัญญพืชชนิดใดก็เจริญงอกงาม
ดังนั้น ในฐานะที่เป นกุลบุตรและกุลธิดาหรือเป นคฤหัสถ พระพุทธศาสนาได วางหลัก
ปฏิบัติที่พึงปฏิบัติต อท านเหล านั้นไว คือ ให ประพฤติปฏิบัติต อเหล านั้นด วยความเมตตา พูดเจรจา
ด วยจิตเมตตา คิดถึงท านด วยจิตเมตตา ยินดีต อนรับ และให สิ่งของตามสมควรแก สมณเพศ
เนืองนิตย

55 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/202.
56 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/203.

สมณพราหมณ หรือผู ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในฐานะที่ได รับยกย องให เป นทิศเบื้องบน ควร
อนุเคราะห กุลบุตรกุลธิดาด วยการห ามไม ให ทําความชั่ว สอนให ตั้งอยู ในความดี อนุเคราะห ด วย
น้ําใจอันงาม ให ได ฟ งสิ่งที่ยังไม เคยฟ ง ทําสิ่งที่เคยฟ งแล วให แจ มแจ ง บอกทางสวรรค ให 57

57 ทีฆนิกาย ปาฏิกวรรค. 11/204.

บรรณานุกรม
ชูศักดิ์ ทิพย เกษร และคณะ. พระพุทธเจ าสอนอะไร. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
2532.

บรรจง จันทรสา. ปรัชญากับการศึกษา. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช, 2527.
ปรีชา บุญศรีตัน,พระมหา. พุทธจริยธรรมกับการบริโภคอาหาร : ศึกษาเฉพาะกรณีเกณฑ ทาง
จริยธรรมการบริโภคอาหารของนักศึกษาชมรมพุทธ ฯ ในมหาวิทยาลัยของรัฐ. วิทยา
นิพนธ หลักสูตรปริญญาอักษรศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชา จริยศาสตร ศึกษา บัณฑิต
วิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล, 2540.
พระไตรป ฎกฉบับคอมพิวเตอร ชุดภาษาไทย (BUDSIS/TT For Windows)
พร อมทั้งอรรถกถา. สํานักคอมพิวเตอร มหาวิทยาลัยมหิดล.
พระไตรป ฎกฉบับสยามรัฐ. กรุงเทพฯ : มหามกุฏราชวิทยาลัย, 2525.
พระไตรป ฎกฉบับสมาคมศิษย . กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ; 2542.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พจนานุกรมศัพท พุทธศาสตร ฉบับประมวลธรรม.
กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2535.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). พุทธธรรม. กรุงเทพฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย, 2532.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). สัจธรรมและจริยธรรม. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, 2532.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). รุ งอรุณของการศึกษา. กรุงเทพฯ : อมรินทร พริ๊นติ้ง กรุ พ,
2532.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต) พุทธศาสนากับสังคมไทย. กรุงเทพฯ : มูลนิธิโกมลคีมทอง,
2/2532.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). การสร างสรรค ประชาธิปไตย. กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณ
ราช วิทยาลัย, 2535.
พระเทพเวที (ประยุทธ ปยุตฺโต). ธรรมนูญชีวิต. กรุงเทพ ฯ : สหธรรมิก, 2539.
พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ปฏิบัติธรรมให ถูกทาง. กรุงเทพฯ : สหธรรมิก, พิมพ ครั้งที่
32/2538.
พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). การศึกษาเพื่ออารยธรรมที่ยั่งยืน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธ
ธรรม. พิมพ ครั้งที่ 3/2539.
พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ธรรมะกับการทํางาน. กรุงเทพฯ : มูลนิธิพุทธธรรม, 2540.
พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ทําอย างไรจะให งานประสานกับความสุข. กรุงเทพฯ :
สหธรรมิก, 2540.
พระเมธีธรรมาภรณ (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). พุทธศาสนากับปรัชญา. 2533.

พิสิฏฐ โคตรสุโพธิ์,ดร. และปรีชา บุญศรีตัน. หลักพระพุทธศาสนา. เชียงใหม : โรงพิมพ บี.
เอส. การพิมพ , 2543.
พุทธทาสภิกขุ. การศึกษาสมบูรณ แบบ. กรุงเทพ : สํานักพิมพ สุขภาพใจ, 2518.
พุทธทาสภิกขุ. การศึกษาและการรับปริญญาในพระพุทธศาสนา. กรุงเทพฯ : ภาพพิมพ ,
2527.

สมภาร พรมทา. พุทธศาสนากับวิทยาศาสตร . กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย,
2534.

สมันตปาสาทิกา ภาค 1. กรุงเทพฯ : มหามกุกราชวิทยาลัย,2525.
สนิท ศรีสําแดง. พุทธปรัชญา. กรุงเทพฯ : นีลนาราการพิมพ , 2535.
สนิท ศรีสําแดง. พุทธศาสนากับหลักการศึกษา. กรุงเทพฯ : นีลนาราการพิมพ , 2534.
สุโขทัยธรรมาธิราช, มหาวิทยาลัย. เอกสารการสอนชุดวิชา พื้นฐานการศึกษา
(Foundations of Education). 2532 หน า 232.
สุภัทร ไพศาล,ผศ. พระพุทธศาสนากับชีวิตประจําวัน (Buddhism and Daily
Life). โครงการ จัดตั้งภาควิชาปรัชญาและศาสนา

คณะมนุษยศาสตร

มหาวิทยาลัยเชียงใหม , 2527.
เสฐียร พันธรังษี. ศาสนาเปรียบเทียบ. กรุงเทพ ฯ : มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ; 2534.
แสง จันทร งาม. วิธีสอนของพระพุทธเจ า. กรุงเทพ ฯ : มหามกุฏราชวิทาลัย, 2540.
H. Saddhatissa, Buddhist Ethics. London, George Allen &
Unwin LTD. 1970.

หนังสือค นคว าเพิ่มเติม
พระธรรมป ฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). ทศวรรษธรรมทัศน พระธรรมป ฎก หมวดพุทธศาสตร .
กรุงเทพฯ : ธรรมสภา, 2542.
__________. ทศวรรษธรรมทัศน พระธรรมป ฎก หมวดสังคมศาสตร และมนุษยศาสตร .
_____.
__________. ทศวรรษธรรมทัศน พระธรรมป ฎก หมวดวิทยาศาสตร และเทคโนโลยี.
________.
__________.

ทศวรรษธรรมทัศน พระธรรมป ฎก

หมวดศึกษาศาสตร .

___________________.
อี.เอฟ. ชูเมกเกอร เขียน. สมบูรณ ศุภศิลป แปล. จิ๋วแต แจ ว (Small is Beautiful).
กรุงเทพฯ : รุ ง แสงการพิมพ , พิมพ ครั้งที่ 3 ก.ค. 2537.
สมภาร พรมทา. พุทธศาสนากับป ญหาจริยศาสตร . กรุงเทพ ฯ : สารมวลชน, 2535.

ประวัติผู เขียน

ชื่อ สกุล

ปรุตม บุญศรีตัน
วัน เดือน ป เกิด 19 มิถุนายน 2511
ภูมิลําเนาเดิม

203 หมู 11 บ านสันต นดู ต.สันทราย อ.ฝาง จ.เชียงใหม 50110

ที่อยู ป จจุบัน

239/35 หอพักอ างแก ว ถ.ห วยแก ว ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม 50200
โทรศัพท 0-5322-6418

ที่ทํางาน

ภาควิชาปรัชญาและศาสนา คณะมนุษยศาสตร มหาวิทยาลัยเชียงใหม
โทรศัพท 0-5394-3263, 0-5394-3280
E-mail : Preechar @ Yahoo.com

การศึกษา

เปรียญธรรม 9 ประโยค, ประโยคพิเศษมัธยมครู (พ.ม.) กรมการฝ กหัดครู
กระทรวงศึกษาธิการ, พุทธศาสตรบัณฑิต (ปรัชญา) มหาวิทยาลัยจุฬาลงกรณ
ราชวิทยาลัย, ศึกษาศาสตรบัณฑิต (ภาษาไทย) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช
และอักษรศาสตรมหาบัณฑิต (จริยศาสตร ศึกษา) มหาวิทยาลัยมหิดล

งานสอน

หลักพระพุทธศาสนา (Fundamentals of Buddhism)
พระพุทธศาสนากับชีวิตประจําวัน (Buddhism and Daily Life)
ปรัชญาศาสนา (Philosophy of Religion)

งานวิชาการ

เอกสารประกอบการเรียนการสอนวิชา แปลไทยเป นมคธ, ปาณาติบาต (ชีวิตที่ไร
เมตตาธรรม), ประโยคอุปมาอุปไทยในธรรมบท ภาค 5-8, เอกสารประกอบการ
สอนวิชาวิสุทธิมรรค ตอน ศีลนิเทศและธุดงคนิเทศ, เอกสารประกอบการสอน
วิชาจริยศาสตร , หลักพระพุทธศาสนา (ร วมกับดร.พิสิฏฐ โคตรสุโพธิ์),
เอกสารประกอบการสอนวิชาพระพุทธศาสนากับชีวิตประจําวัน,

เอกสาร

ประกอบการสอนวิชาปรัชญาศาสนา, เอกสารประกอบการสอนวิชาอภิปรัชญา

บทความเรื่อง

“จริยศาสตร กับมนุษยชาติ”

เขียนเป นตอนลงในวารสารป ญญา

มหาวิทยาลัยมกุฏราชวิทยาลัย วิทยาเขตล านนา จ. เชียงใหม

งานบริการวิชาการแก สังคม

เป นอาจารย พิเศษที่มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย

วิทยาเขตล านนา
รายวิชา ปรัชญาจีนและญี่ปุ น พระอภิธรรมป ฎก 1 หลักการศึกษา จริย
ศาสตร พุทธจริยศาสตร ศาสนาต าง ๆ พระพุทธศาสนามหายาน พุทธปรัชญา
เถรวาท วิสุทธิมรรค พระสุตตันตป ฎก 7
เป นอาจารย พิเศษที่มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย

วิทยาเขต

เชียงใหม รายวิชา จริยศาสตร ประยุกต วิสุทธิมรรควิเคราะห พุทธจิตวิทยา

You're Reading a Free Preview

Download
scribd
/*********** DO NOT ALTER ANYTHING BELOW THIS LINE ! ************/ var s_code=s.t();if(s_code)document.write(s_code)//-->